หากเอ่ยถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่ถูก “ยี้” จากประชาชีชาวอเมริกันนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่ทำเนียบขาว เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่จวบจนถึงวันนี้ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งสมัยแรกปลายปีนี้ ประชาชีอเมริกันชนก็ยัง “ยี้” แทบจะไม่เสื่อมคลาย ตามการสำรวจคะแนนนิยมที่รายงานผลโพลล์มาเมื่อใด ก็ได้เห็นคะแนนที่ออกมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินกันเมื่อนั้น

ยิ่งในท่ามกลางสถานการณ์ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสารพัด ณ เวลานี้ด้วยแล้ว ทั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่รัฐบาลภายใต้การนำของเขา ประสบความล้มเหลวในการรับมือ จนส่งผลให้ประเทศมีทั้งยอดผู้ป่วยติดเชื้อ และผู้ป่วยที่เสียชีวิต มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ตามมาด้วยปัญหาการชุมนุมประท้วงครั้งล่าสุด ที่ลุกลามจากเหตุตำรวจผิวขาว คุมตัวชาวผิวสี จนถึงแก่สิ้นชีวี ก็ทวีบานปลาย กลายเป็นเหตุวุ่นวายจลาจล แทบจะทั่วประเทศสหรัฐฯ จนทางการต้องประกาศบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวไปแล้วอย่างน้อย 40 เมือง ซึ่งถึง ณ ชั่วโมงนี้ สถานการณ์ชุมนุมประท้วงก็ยังไม่ทีท่าว่าจะยุติลงแต่ประการใด

โดยเพียงแค่สองฉากสถานการณ์ ก็ส่งผลทำลายเศรษฐกิจ สังคม ของสหรัฐฯ จนแทบย่อยยับ และก็แน่นอนว่า เน้นย้ำซ้ำเติมคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ใกล้เวลาเลือกตั้งใหญ่อีกไม่กี่เดือนข้างนี้ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ชนิดสะท้อนให้เห็นได้ในทุกการสำรวจความคิดเห็นของทุกสำนักโพลล์ตลอดช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวสหรัฐฯ โดยการจับมือร่วมกันระหว่างสำนักข่าวเอบีซีนิวส์ กับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือนมิ.ย.นี้ ได้ผลโพลล์ออกมาว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ร่วงทรุดลงไปอยู่ที่ร้อยละ 45 สวนทางแตกต่างจากคะแนนของผู้ที่ไม่ชื่นชอบเขา กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นไปถึงร้อยละ 53 หรือมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือ เกินกว่าร้อยละ 50 เลยทีเดียว

ผลการสำรวจที่ออกมาข้างต้น ทาง “เอบีซีนิวส์” กับ “วอชิงตันโพสต์” ยังระบุด้วยว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลดลงมาลำดับ จากเดิมก่อหน้านั้นที่เคยได้ร้อยละ 48 อันเป็นคะแนนนิยมสูงสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ทาง “เอบีซีนิวส์” และ “วอชิงตันโพสต์” จัดทำโพลล์ผู้นำสหรัฐฯ รายนี้มา ก็ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 46 ในการสำรวจโพลล์เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ปีนี้

โดยปัจจัยที่ทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ต้องดิ่งเหวข้างต้น หลักๆ ก็มาจากการพ่นพิษของโควิด-19 และม็อบชุมนุมประท้วงที่ประเทศกำลังเผชิญหน้า

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในสมรภูมิสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 3 พ.ย.ปลายปีนี้ อย่าง “โจ ไบเดน” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยบารัก โอบามา จากพรรคเดโมแครต ปรากฏว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ในฐานะผู้สมัครตัวแทนพรรครีพับลิกัน ส่อเค้าว่าจะเป็นรองต่อนายไบเดนมากพอสมควร

ทั้งนี้ ในการสำรวจโพลล์แบบเปรียบเทียบคะแนนนิยมของทั้งสองคน ก็ปรากฏว่า นายไบเดน มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น จนทิ้งห่างจากประธานาธิบดีทรัมป์ ถึง 10 จุดด้วยกัน

โดยนายไบเดน ได้รับคะแนนนิยมไปถึงร้อยละ 53 จากการที่ “เอบีซีนิวส์” และ “วอชิงตันโพสต์” สอบถามต่อกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง จำนวนถึงร้อยละดังกล่าว บอกว่า จะลงคะแนนกาบัตรเลือกตั้งให้แก่นายไบเดน ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ จะมีผู้ลงคะแนนให้เพียงร้อยละ 43 เท่านั้น

ผลโพลล์ที่ออกมาแบบนี้ ต้องถือว่า สถานการณ์สู้ศึกเลือกตั้งของประธานาธิบดีทรัมป์น่าเป็นห่วง เพราะแม้ขนาดทาง “ฟ็อกซ์นิวส์” ซึ่งสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ ของทางฟากรีพับลิกัน และคุ้นเคยกับประธานาธิบดีทรัมป์เอง ผลสำรวจที่ได้ออกมา ปรากฏว่า นายไบเดน มีคะแนนนิยมทิ้งห่างประธานาธิบดีทรัมป์ถึง 8 จุดด้วยกัน คือ ร้อยละ 48 ต่อ 40 ต้องนับเป็นงานหิน โจทย์ใหญ่ ให้แก่ทางทีมงานของทรัมป์ และพรรครีพับลิกันไม่บันเบา ถึงขนาดมีเสียงลือ เสียงเล่า ร่ำๆ มาจากฝั่งประธานาธิบดีทรัมป์ อยากจะเลื่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 3 พ.ย.ปลายปีนี้ออกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

กองทุนประกันวินาศภัย
Muang Thai Insurance