คืบหน้าคดีเงินบำเหน็จตกทอดของอดีตครูขอนแก่นหายจากบัญชีธนาคารโดยไม่ทราบสาเหตุร่วม 3 แสนบาท ตำรวจเตรียมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ขณะที่ลูกสะใภ้เตรียมแจ้งความหากพบว่ามีผู้นำข้อมูลส่วนตัวไปแอบอ้างเปิดบัญชี

จากกรณี ที่นายทองอินทร์ เวหา อายุ 65 ปี อดีตข้าราชการครูชำนาญการพิเศษระดับ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ( สพป.ขอนแก่น เขต5) เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ให้มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดตามกฎหมายผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเอาเงินที่อยู่ในบัญชีธนาคารตัวเองไปโดยไม่ทราบว่าเอาไปได้อย่างไร ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินบำเหน็จตกทอดที่กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือจำนวน 3 ครั้ง รวม เกือบ 300,000 บาทเมื่อช่วงปี 2554 ซึ่งทางนายทองอินทร์ เพิ่งทราบว่าเงินดังกล่าวเข้าในปีนี้ เนื่องจากไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองมีสิทธิ์จะได้เงินอะไรเมื่อไหร่ โดยมีเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขตฯบอกว่าจะได้รับตอนอายุ 65 ปี ตัวเองจึงจำคำนี้มาจนกระทั่งอายุ 66 ปี จึงคิดได้ว่ามีเจ้าหน้าที่บอกว่าจะได้เงินจึงเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเงินดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าได้จริง และทางกรมบัญชีกลางโอนมาให้แล้วและมีคนกดเงินออกไปแล้วทั้งหมด จึงเป็นที่มาในการเข้าแจ้งความเพื่อให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนดังกล่าวตามข่าวที่ได้นำสนอไปแล้วนั้น

คสามคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 23 พ.ค.2563พ.ต.ท.บรรลุ สินนา สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะทำหนังสือแจ้งไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เพื่อขอสอบปากคำ ผอ.ฯเขต 5 เกี่ยวกับเงินที่กรมบัญชีกลางได้โอนเข้าบัญชีของนายทองอินทร์ ว่ามีเงินอะไรบ้าง ทั้งในส่วนของเงินก้อน 200,000 บาท ที่โอนเข้าในวันที่ 9 ก.ย.2554 ในส่วนของเงินจำนวน 81,756 บาท ซึ่งโอนเข้ามาในวันที่ 23 ก.ย.2554 และในส่วนของเงินอีกจำนวน 16,351.20 บาท เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2554 ซึ่งเป็นการได้รับโอนจากกรมบัญชีกลางทั้งหมด ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะเดินทางไปสอบปากคำที่ สำนักงานเขตฯ และในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ได้เรียกสอบพนักงานของธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือ ในเบื้องต้น 3 คน ประกอบด้วย พนักงานที่เซ็นต์ในใบถอนเงินจำนวน 120,000 บาท ผู้จัดการสาขา และสมุห์บัญชี เพื่อสอบสวนหาเส้นทางการเงินว่าเงินทั้งหมดในบัญชีนายทองอินทร์มีเส้นทางไปมายังไงบ้างเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน

ขณะที่นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ลูกสะใภ้ของผู้เสียหาย กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้นัดมาให้ปากคำเพราะกรณีที่เกิดขึ้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเอง ซึ่งตนเองก็ถามทางตำรวจอยู่ว่า กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องอย่างไรกับตนเอง เพราะปกติใช้ชีวิตและทำงานอยู่แต่ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยได้เดินทางกลับมาเยี่ยมพ่อปู่ที่ขอนแก่นพร้อมกับสามีล่าสุดเมื่อปี 2559 และมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจึงได้เดินทางมาอีกครั้ง ซึ่งภายหลังจากทราบเรื่องและทางตำรวจได้เรียกให้มาให้ปากคำก็รู้สึกตกใจ

" ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปขโมยเงินพ่อตาด้วยวิธีดังกล่าว ที่ผ่านมาพ่อตาจะโทรศัพท์มาพูดคุยด้วยทั้งสามีและตนเอง ว่ามีเงินใช้กันหรือเปล่า ทั้งตนเองและสามีก็บอกพ่อว่าไม่เป็นไร เพราะทำงานมีเงินพอใช้กันอยู่แล้วไม่มีความขัดสนด้านการเงิน ทั้งทำงานในส่วนงานประจำคือรับราชการ และทำไร่นาสวนด้วย ก็มีเงินเข้าหลายทางมีเงินพอใช้เลี้ยงครอบครัวอยู่แล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวตนเองมองว่า คุณพ่อเป็นคนที่จะไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องธนาคาร เพราะไม่ค่อยได้ไปติดต่อทำธุรกรรมที่ธนาคาร กับเหตุการณ์ดังกล่าวจากที่ตัวเองจะมีเงินเก็บในบัญชี กลายเป็นว่าเงินหายออกจากบัญชีไปโดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เราจะสามารถไว้ใจสถาบันการเงินที่ไหนได้ เพราะทุกคนก็ต้องฝากเงินที่ธนาคารอยู่แล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้ ตนเองได้ปรึกษาหารือกับครอบครัวอยู่ว่าจะแจ้งความเพื่อดำเนินคดีในส่วนของตนเองที่เชื่อว่าจะมีการนำข้อมูลส่วนตัวไปแอบอ้างเปิดบัญชีหรือไม่ ซึ่งกำลังดูว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้นมากน้อยเพียงใด และจากการพูดคุบกับทางตำรวจ ก็ได้รับความร่วมมือดีซึ่งทางตำรวจจะมีการสืบสวนสอบสวนในรายละเอียดต่างๆว่าทำไมจึงมีชื่อตนเองเป็นเจ้าของบัญชีที่มีชื่อเป็นผู้รับโอน หากการสืบสวนสอบสวนทราบว่าตนเองถูกนำชื่อไปแอบอ้างเปิดบัญชีก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งขอรอให้คดีของพ่อปูได้ดำเนินการไปเป็นคดีหลักก่อน"

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน