การประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง 2563 ได้ถูกกำหนดเอาไว้ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ และแม้ไทยจะอยู่ในระหว่างการเผชิญหน้ากับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ไม่ได้ทำให้วาระการประชุมสภาฯต้องถูกเลื่อนออกไปด้วยแต่อย่างใด

หมายความว่า จากนี้ไปจนหมดสมัยประชุมสภาฯ ต้องลุ้นระทึกกันชนิดช็อตต่อช็อต ว่า “การเมืองไทย” จะกลับมาร้อนแรง เดือดระอุ ทะลุปรอทอีกหรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทุกมิติในประเทศต้องเปิดทางให้ “การแพทย์” ถือธงนำเพื่อรับมือกับ “ศึกไวรัสโควิด”

การเมืองทั้งในและนอกเวทีสภาฯที่เคยร้อนแรง ส่งแรงกระเพื่อมทั้งที่รัฐสภา สะเทือนไปจนถึง “ตึกไทยคู่ฟ้า” ห้องทำงานของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ “สนามไชย1” ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า จนไม่เป็นอันได้ทำงาน “ฝ่ายบริหาร” เพราะ “ป้อมปราการ” จาก “ฝ่ายนิติบัญญัติ” สกัดเกมกันที่สภาฯไม่อยู่ !

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เคยเขย่า “5รัฐมนตรี” กับ “นายกฯตู่” โดยการขับเคลื่อนของ “พรรคฝ่ายค้าน” ก็เคยทำให้ “รัฐมนตรีบางราย”นั่งไม่ติด เพราะ “แผลสด” ที่ถูกเปิดเอาไว้ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจกลายเป็น “เงื่อนไข” ชี้ว่า รัฐมนตรีคนไหน ควรจะอยู่หรือไป กันมาแล้ว

แต่แล้วเมื่อเกิด “สงครามไวรัสโควิด ” เรื่องราวความวุ่นวายทางการเมือง จึงกลายเป็น “เรื่องเล็ก” ที่ไม่ได้อยู่วาระแห่งชาติ อีกต่อไป

เมื่อวันนี้ เวลานี้ เวทีรัฐสภาได้เปิดขึ้นแล้ว ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจน “รัฐมนตรี” หรือใครก็ตามที่หวังจะให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบ ละจากความขัดแย้ง คงกลายเป็นเรื่องยาก โดยปริยาย

ยิ่งเมื่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมายอมรับว่า ในสมัยประชุมสภาฯ รอบนี้มี “เรื่องหนัก” ด้วยกัน หลายเรื่องที่รออยู่ !

“ คิดว่าสมัยประชุมต่อไปนี้จะงานหนัก เพราะมีทั้งพ.ร.ก , กฎหมายที่ต้องพิจารณาและพ.ร.บ.โอนงบประมาณก็เข้าสภาฯเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะต้องพิจารณา 3 วาระรวดหรือไม่เป็นเรื่องมติที่ประชุมสภาฯจะพิจารณา” (19 พ.ค.63)

งานหนักตามที่ ชวน ประธานรัฐสภา ระบุนั้น งานแรกที่จะต้องประเดิมกันจะอยู่ที่การประชุมสภาฯเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อนำเม็ดเงินไปใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยในเบื้องต้นได้กำหนดเอาไว้ 3 วันคือระหว่างวันที่ 27-29 พ.ค.

แต่ดูเหมือนว่างานนี้ “พรรคฝ่ายค้าน” จะไม่ยอมให้อภิปรายเพียงแค่ 3วัน อ้างว่าวงเงินครั้งนี้ถือว่าจำนวนสูงมากเป็นประวัติการณ์ จึงอยากให้รัฐบาลใจกว้าง

นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังดักคอ ด้วยการขอเวลา “10วัน”เพื่อพิจารณา ร่างพ.ร.บ.โอนเงินประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งคาดว่า โอกาสที่ฝ่ายค้านจะสมหวังอาจไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าการประชุมสภาฯรอบนี้ไม่ได้อยู่ใน “ภาวะปกติ” แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติในภาวะที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ ดังนั้นโอกาสที่ส.ส.และหรือแม้แต่ส.ว.เอง คาดหวังว่าจะใช้ “เวทีสภาฯ” เป็นโอกาสในการ “ถล่ม” รัฐบาล หรือแม้แต่ ฟาดฟันเองในสภาฯ ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยข้อจำกัดในการปฏิบัติตัว ไปจนถึงอำนาจการ “คุมเกม” ยังอยู่ในมือฝ่าย “รัฐบาล”อยู่ดี

อีกทั้งยังเป็นการประชุมสภาฯภายใต้อำนาจบังคับของ “พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548”ซึ่งเป็นกฎหมายที่พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจ กำกับดูแล

กระนั้น สำหรับ “นักการเมือง” ซึ่งมี ดีเอ็นเอสายพันธุ์พิเศษ ย่อมต้องมองหา จังหวะในการเปิดเกมเล่นกันในสภาฯ อยู่ดี โดยเฉพาะ “เกมต่อรอง” ที่จะมาจาก “ศึกใน” ของ “พรรคพลังประชารัฐ” พรรคแกนนำรัฐบาลที่เต็มไปด้วยปัญหา ความขัดแย้ง จนลุกลามบานปลาย ออกมา “นอกพรรค” ลามไปถึง “ทำเนียบรัฐบาล”

และครั้งนี้เมื่อ เวทีสภาฯเปิดขึ้นแล้ว คงไม่ต้องคาดเดาว่า เราจะได้เห็น “การต่อรอง” ไปจนถึง “การเอาคืน” เกิดขึ้นตลอดสมัยประชุมสภาฯ อย่างแน่นอน

ยิ่งเมื่อสำรวจแนวรบจากฟากฝั่งพรรคพลังประชารัฐด้วยกันเองแล้ว ยิ่งน่าหวั่นใจว่า แม้ในความเป็นจริงแล้ว “3ป.” ทั้ง ป. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานยุทธศาสตร์ พลังประชารัฐ , ป. ประยุทธ์ และ ป. “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะ “แน่นปึ้ก” ในความสัมพันธ์ฉันพี่น้องเลือดทหาร จนมี “พลังอำนาจ” ในการควบคุม พรรคพลังประชารัฐ มากอย่างไรก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง อีกด้านหนึ่ง กลับปฏิเสธไม่ได้ว่า ลึกๆแล้วหาก “ศึกใน” ของพรรคพลังประชารัฐยังไม่ยุติ จะทำให้เกิดเป็น “จุดอ่อน” สำหรับรัฐบาล ไปจนกว่าจะมีการ “ปรับครม.”กันใหม่

จากความเปราะบาง ที่มาจากความสัมพันธ์ภายในพรรคพลังประชารัฐที่ต่างกลุ่มก๊วนยังคงเปิดศึก “ชิงเก้าอี้” ทั้งในพรรคไปจนถึง ในครม. เช่นนี้ ทำให้เกิด “ข่าวลือ” ข่าวปล่อยที่สะพัดครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า บิ๊กป้อม ต้องการ ยึดเก้าอี้ “หัวหน้าพรรค” จาก “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จนล่าสุดมีข่าวว่า อุตตม และพวกพ้องเตรียมที่จะไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ถ้าต้อง “พ่ายแพ้”กันขึ้นมาจริง

งานนี้อุตตม รีบออกมาปฏิเสธทันทีทันควันเพราะข่าวแบบนี้มีแต่จะเป็นการ “เปิดหน้า” ให้กับฝ่ายตรงข้ามออกมาเอ่ยปากขับไล่

เพราะกลุ่มของอุตตม ในนาม “สี่กุมาร” เองต่างรู้ดีว่าการต่อกรกับ “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่”นั้นไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหว จาก “พรรคเพื่อไทย”ผุดขึ้นมาในจังหวะที่ กลุ่มสี่กุมารกำลังเพลี่ยงพล้ำทั้งกรณีที่ “จิรายุ ห่วงทรัพย์” รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยออกมาทิ้งระเบิดเข้าใส่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงานและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ไปเต็มๆว่า มีส.ส.ในพรรคส่งข้อมูลมาให้ว่าสนธิรัตน์ กำลังสร้างมุ้ง ด้วยการใช้เงินจากโครงการกองทุนพลังงานให้กับส.ส. มาสนับสนุนตัวเอง

น่าสนใจตรงนี้จิรายุ ระบุว่าได้ข้อมูลจาก “คนในพลังประชารัฐ” ต่อมาล่าสุดหวยมาออกมาที่ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อ.ว.) เมื่อ “ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ” ส.ส.กทม. เพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เสนอต่อที่ประชุมกมธ.ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบความโปร่งใสโครงการประกวดราคาจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อการพัฒนาเครือข่ายการศึกษาแห่งชาติ ระยะที่2 ประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 392.6 ล้านบาท ของกระทรวงการอุดมศึกษา ฯเพราะได้รับการร้องเรียนว่าอาจมีการล็อกสเปกหรือไม่

และสุวิทย์ คือ หนึ่งในกลุ่มสี่กุมาร อันเป็นเป้าหมายที่จะต้องถูก “ยึดเก้าอี้รัฐมนตรี” ไม่ต่างจากสนธิรัตน์และอุตตม เพียงแต่น่าสนใจตรงที่ว่า “คนนอก” อย่าง “พรรคเพื่อไทย” กำลังทำหน้าที่ “ชำแหละ” รัฐมนตรีที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ ขั้วของพล.อ.ประวิตร จะเป็นเรื่องจงใจหรือไม่เจตนา ก็ตามแต่นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ !

ยิ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ก่อนวันเปิดสมัยประชุมสภาฯ “บิ๊ก” ในรัฐบาลได้พบปะพูดคุยกับ “แกนนำ”ของพรรคเพื่อไทย นัยว่าจะเป็นการ “ผูกเสี่ยว” กระชับมิตร สานไมตรีกันเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งในพรรค ไปจนถึง “เก้าอี้รัฐมนตรี” ในครม. ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น !

การเมืองก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 นั้นอาจเป็นเพียงมิติเดียว ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มี New Normal เหมือนกับ วิถีอื่นๆ ยิ่งเมื่อเวลานี้ เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ แล้วก็จะยิ่งได้เห็นชัดเจนถึง “ความวุ่นวาย”ของนักการเมือง ไปจนถึง “ความว้าวุ่น” ในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยุ่งเหยิง สับสน ขัดแย้ง ตลอดช่วง 120 วันจากนี้ไป !

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน