"ในหลวง-ราชินี" พระราชทานห้องตรวจหาเชื้อ ในโครงการ "เครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระ ราชทาน" เพื่อรับสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้โรงพยาบาล 20 แห่งทั่วประเทศ ด้าน "บิ๊กตู่" เยี่ยมโรงทานวัดระฆัง ฯ พร้อมให้กำลังใจปชช.รับผลกระทบจากโควิด-19 ยันรัฐบาลเร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเต็มที่ เผยเตรียมผ่อนปรนกิจการต่างๆ เป็นระยะ ยันไม่ประมาทแม้ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ พร้อมสั่งคนเฝ้า-ติดกล้อง"ตู้ปันสุข" บันทึกพฤติกรรมพวกเห็นแก่ตัว วอนการเมืองอย่าเพิ่งขยับ ขอเวลาแก้โควิด-19ก่อน "กกท."คลอดหลักเกณฑ์เยียวยาคนมวยไทย "นักชก-เทรนเนอร์-ค่าย" ดีเดย์ลงทะเบียน 19 พ.ค. "บิ๊กป้อม" เผยรอตำรวจตรวจสอบยิงเลเซอร์เข้าข่ายผิดกม.หรือไม่ มั่นใจหลังโควิด-19จบ การเมืองไม่วุ่น!

เมื่อวันที่ 13พ.ค.63 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน"ห้องตรวจหาเชื้อ(Modular Swab Unit)"ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน" เพื่อรับสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้เอสซีจี ดำเนินการก่อสร้างให้โรงพยาบาลต่างๆ 20 แห่งทั่วประเทศ และได้พระราชทานให้แก่โรงพยาบาลกลาง สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เป็นแห่งที่ 3 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 ให้บุคลากรทางการแพทย์ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ยังความปลื้มปีติแก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น โดยมีนายแพทย์สุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แพทย์หญิง สุภาพร กรลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร นายแพทย์เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลาง นางสาวอภิรดี สุนันทตานนท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกลาง ฝ่ายบริหาร พร้อมด้วย นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี และนางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงาน Enterprise Brand Management เอสซีจี ร่วมพิธีรับพระราชทานห้องตรวจหาเชื้อดังกล่าว ณ โรงพยาบาลกลาง

ที่วัดระฆังโฆสิตาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันท ร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว รัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 พร้อมติดตามการบริหารจัดการของโรงทานตามพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สม เด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก โดยให้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบาก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนมีความเสี่ยงกับการติดเชื้อโรค และหากทำตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างก็ไม่ต้องห่วงถ้าไม่ติดก็ไม่ตาย

"ขณะนี้ รัฐบาลเตรียมทยอยเปิดกิจการ เพื่อให้ทำมาหากินได้ เป็นระยะๆไป เพราะรู้ดีว่าทุกคนลำบาก บางคนก็เดือดร้อน เพราะความสุขของนายกฯคือการมาทำงานให้กับทุกคน"

นายกฯ กล่าวต่อว่า แม้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันนี้ (13พ.ค.) จะลดลง โดยตัวเลขเป็นศูนย์ ก็ประมาทไม่ได้ เพราะเชื้อโรคยังสะสมอยู่ บางคนไม่แสดงอาการ ดังนั้น ไม่ใช่ว่ามีผู้ติดเชื้อน้อยแล้วจะผ่อนปรนมากขึ้น แม้ว่าอยากให้มีการเปิดกิจการ/กิจกรรม แต่หากมีผู้ติดเชื้อแล้วจะทำอย่างไร

นายกฯ กล่าวว่า อีกเรื่องที่น่าภูมิใจคือมีคนมาร่วมกันทำเพื่อสาธารณะ ผ่านตู้ปันสุข ตู้แบ่งปัน ซึ่งถ้าทุกคนรู้จักระเบียบ กติกาของสังคม ทุกคนที่ให้ก็จะมีกำลังใจที่จะมาบริจาคเพิ่ม แต่บางคนก็เกินไป ไม่สวยงาม เอาของไปเยอะแยะ คนอื่นก็ไม่ได้แบ่งปัน ขอให้เอาเท่าที่จำเป็น เพราะถ้าเอาไปคนเดียวแบบนี้เป็นการเห็นแก่ตัว ซึ่งได้สั่งการให้ดูแลเรื่องตู้แบ่งปันให้มากขึ้น ให้มีคนเฝ้าและติดกล้อง เพื่อบันทึกว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร โดยไม่อยากลงโทษใคร เพียงแต่วันนี้เราต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องนึกถึงคนอื่น นำของไปใช้แต่พอดีเพียงพอ"

นอกจากนี้ นายกฯ ยังกล่าวถึงการจ่ายเงินเยียวยาว่า การแจ้งข้อมูลต่างๆขอให้ตรงกับความเป็นจริง และ ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล สามารถทำเรื่องการจ่ายเงินให้ได้ ตรงกับทุกคน ไม่เคยมีรัฐบาลที่ไหนทำได้ ดังนั้น ขอให้เชื่อมั่น หลายอย่างต้องพัฒนาต่อไปในโลกยุคใหม่ หรือชีวิตวิถีใหม่

นายกฯ กล่าวต่อว่า "วันนี้การเมืองยังไม่มีอะไร ยังไม่มีการเมืองหรอก ผมไม่ได้มาเรื่องการเมือง การเมืองก็ค่อยว่ากันไป วันนี้เราต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ก่อน"

"เวลาทำอะไรสำเร็จแล้ว ผมเห็นประชาชนยิ้มก็โอเค ถ้ายังไม่สำเร็จ ผมก็ต้องคิดต่อ ทำต่อ เพราะถือเป็นหน้าที่ของผม วันนี้ขอฝากว่าการเมืองอย่าเพิ่งเลย เรื่องการเมืองก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของการเมือง ก็ดูแล้วกัน อาจจะพูดถึงได้ คิดถึงได้ แต่ถามซิว่ามันถูกหรือผิดกันอย่างไร ผมไม่ว่าใคร ก็ต้องดูแล้วกันสถานการณ์ต่างๆ ดูน้ำใจ ดูจิตใจซึ่งกันและกัน"

ส่วน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 12 พ.ค. ถึงเวลา04.00 น. ของวันที่ 13 พ.ค. ออกนอกเคหสถาน 551 ราย เพิ่มขึ้น 65 ราย ชุมนุมมั่วสุม 47 ราย ลดลง 21 ราย สาเหตุการชุมนุมมั่วสุม ดื่มสุรา 57 เปอร์เซ็นต์ เล่นการพนัน 28 เปอร์เซ็นต์ และยาเสพติด 11 เปอร์เซ็นต์ สำหรับมาตรการพาคนไทยกลับบ้าน วันนี้ เวลา 08.45 น. คนไทยตกค้างจากยูเครน 13 คนเวลา 14.45 น. จากฟิลิปปินส์ 171 คน และเวลา 18.00 น. พระภิกษุ สามเณร ภิกษุณี แม่ชี และคนไทยตกค้างจากประเทศอินเดีย 129 คน ส่วนวันที่ 14 พ.ค. เวลา 01.30 น. คนไทยตกค้างจากเยอรมนี 80 คน เวลา 14.30 น. จากบังคลาเทศ 197 คน

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ขณะที่ผลสำรวจการปฏิบัติตามมาตรการผ่อนคลาย เมื่อวันที่ 12 พ.ค. มีการสำรวจทั้งสิ้น 23,575 กิจการ/กิจกรรม พบว่าปฏิบัติตามมาตรการ 22,123 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ แต่ปฏิบัติไม่สมบูรณ์ 1,310 กิจการ/กิจกรรม หรือ 5.92 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการ 0 เปอรเซ็นต์ อาจตีความได้ว่าเราผ่อนปรนมาตรการมาตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. และทุกคนมีวินัย ปฏิบัติตนได้อย่างดีจึงทำให้เลขกลายเป็นศูนย์ หรือเนื่องจากเรามีในส่วนของการปฏิบัติตามมาตรการ แต่ปฏิบัติไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เลขตัดขึ้นมา คืออาจจะตั้งใจทำแต่อาจจะปฏิบัติไม่ครบตามมาตรการ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณพี่น้องคนไทยที่ดูแลกิจการต่างๆ เหล่านี้ ท่านต้องเรียนรู้ เราต้องเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่หรือ New Normal ซึ่งหากท่านปฏิบัติตัวได้แล้ว ในที่สุดก็เป็นเรื่องธรรมดา จะไปตรวจกี่ครั้งก็ผ่านทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราต้องการ และท่านก็จะได้มีสุขภาพที่ดีตัวเลขของเราก็จะเป็นตัวเลขศูนย์อย่างนี้ตลอดไป

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เป็นประธานประชุมคณะอนุ กรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือสวัสดิการกรณีอื่นอันควรแก่การสงเคราะห์บุคคลในวงการกีฬามวยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมได้หารือหลักเกณฑ์การให้การช่วยเหลือ เยียวยาบุคคลในวงการมวยอย่างกว้างขวาง ก่อนที่จะสรุปว่า ในส่วนของนักมวย 15 ปีขึ้นไปจะขยายเวลาช่วยเหลือนักมวยที่มีการชกเคลื่อนไหวจากเดือนธ.ค.62 ถึงเดือนก.พ.63 ขยายเป็น 6 เดือน คือ ก.ย.62 ถึง ก.พ.63 ส่วนผู้ฝึกสอนได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน ขณะที่ หัวหน้าค่ายมวย ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ จะได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน โดยจะมีเงินสงเคราะห์ค่ายมวยให้ค่ายละ 10,000-30,000 บาท ตามขนาดของค่ายแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ค่ายมวยขนาด S - M - L นอกจากนี้ที่ประชุมยังกำหนดให้การช่วยเหลือโปรโมเตอร์ในรูปแบบเงินสนับสนุนการจัด

ทั้งนี้ จะนำร่างเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกีฬามวย ในวันที่ 18 พ.ค. เพื่อให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามอนุมัติ จากนั้นจะเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ของผู้ที่ประสงค์ขอรับการเยียวยา โดยมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อร่วมพิจารณา โดยจะมีการนำเงิน 25 ล้านบาท จากกองทุนกีฬามวยเริ่มโอนเข้าบัญชีของบุคคลวงการมวยต่อไปในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

สำหรับบุคคลวงการมวยทั้ง 7 ประเภท ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือบัตรหมดอายุ ให้ยื่นความจำนงค์ได้ที่ กกท.จังหวัด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หลักฐานประกอบด้วย บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน รูปถ่าย ใบรับรองแพทย์ โดยจะได้รับเงินเยียวยาในล็อตต่อไป โดยล็อตแรกจะเป็นบุคคลวงการมวยที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้วเท่านั้น ส่วนการยื่นขอจดทะเบียนในระบบออนไลน์จะเปิดดำเนินการควบคู่กันไปทั้งการยื่นจดทะเบียนและการยื่นความประสงค์ได้รับการเยียวยา ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.63 เป็นต้นไป

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการยิงเลเซอร์ในสถานที่สำคัญว่า "เขายอมรับแล้ว ซึ่งต้องดูอีกครั้งว่า มีใครบ้าง ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่ และต้องดูว่า เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เมื่อถามว่าพฤติกรรมดังกล่าวคล้ายๆ กับการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ จะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เมื่อถามว่า การออกมายอมรับของคณะก้าวหน้าจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่มากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ไม่รู้ ต้องไปถามเขาดู"

เมื่อถามว่า ในเบื้องต้นการกระทำดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายความผิดปลุกปั่นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่กฎหมาย และไม่รู้จะเข้าข่ายปลุกปั่นหรือไม่ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการกันอยู่แล้ว เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 เบาลง ความวุ่นวายทางการเมืองจะกลับมาอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ไม่มีหรอก ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยเป็นศูนย์ถือว่าดี"

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน