สถานการณ์ การแพร่ระบาด อย่างหนักของเชื้อโควิดฯ ดูจะเอื้อให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้เป็น เหตุผล ในการตัดงบประมาณกองทัพ ที่ไม่ใช่แค่ 10% หรือ 20% แต่ ทว่า มากถึง กว่า 20 % เลยทีเดียว “บิ๊กนัต” พล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. บอกเองว่า กองทัพอากาศตัดงบประมาณ ปี 2563 มากถึง กว่า 23% เพื่อคืนคลัง ให้รัฐบาลนำมาใช้ ในการแก้ปัญหา โควิด-19 “สำหรับ ชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน แล้ว ทอ.เรายินดี” ผบ.ทอ. กล่าว โดยมีการปรับแผน ไม่ให้เกิด ความเสียหาย โดยรักษาระดับความพร้อมรบ ได้ในส่วนหนี่ง แต่ที่เหลือ ต้องมีการวางแผน ทบทวนกันอีกนิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลื่อนไปไม่กี่เดือน ปีงบฯ 2564 ก็สามารถเริ่มต้นได้ทันที ถ้าแบบฝรั่ง ก็คือง่ายๆ ใช้ปีปฏิทินเดียวกัน ใช้ทั้งปี 2563-2564 โดยมี รายงาน ว่า ทอ. มีการชะลอโครงการจัดซื้อ เครื่องบินฝึก T-50 จากเกาหลีใต้ งบประมาณ ราว 2.4 พันล้าน ออกไปก่อน ส่วนโครงการอัพเกรด เครื่องบิน C-130 นั้นถูกหั่นงบงวดแรก ออกไป ครึ่งหนึ่ง และโครงการก่อสร้าง รวมแล้ว กว่า 3 พันล้านบาท ส่วนตามแผน ในสมุดปกขาว แล้ว ในปี 2563 มีทั้ง จัดหาเครื่องฝึกทดแทน 12 เครื่อง งบฯ 5,195 ล้านบาท โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินลําเลียงขั้นต้นฝูงฝึกขั้นปลาย 4 เครื่อง วงเงิน 233 ล้านบาท และ โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ (ระยะที่ 6) นั้น ไม่กระทบ มากนัก แต่ใช้การผ่อนจ่ายเงินงวดให้น้อยลง แต่ที่หนักคือ กองทัพเรือ เพราะต้องชะลอโครงการ จัดซื้อเรือดำน้ำ จากจีน ลำที่ 2 และ ลำที่3 งบประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ออกไปก่อน ตามบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ว่า เดิม ทร. จะใช้การขอเจรจากับทางการจีน ในการจ่ายค่าเงินงวด แรก น้อยลง 12% เพื่อให้โครงการเริ่มได้ตามแผน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ เหล่าทัพ ตัดงบฯ มากกว่า20% และเจาะจง มาที่ โครงการเรือดำน้ำ ที่แม้จะผ่าน ครม. ผ่านการพิจารณาของสภา อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2564 แล้วก็ตาม เมื่อ เป็นคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์. ที่ไม่ใช่เป็นแค่นายกรัฐมนตรี แต่ยังเป็น “รมว. กลาโหม” อีกด้วย กองทัพเรือจึงต้องปฏิบัติตามแต่โดยดี “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย. รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. ก็ต้องปรับแผนเรือดำน้ำของ ทร.ใหม่ เพราะจากเดิม หากได้จัดซื้อ ในงบฯปี 2563 เรือดำน้ำ ก็จะมา ไม่ช้า หลังจากที่ เรือดำน้ำ ลำแรก มาถึง ในปลายปี 2566 นัก อาจจะในปี 2568 แต่เมื่อ ต้องชะลอการจัดซื้อออกไป ในปี2563 ก็จะทำให้เรือดำน้ำ มาช้าไปอีก 1 ปี และยังไม่แน่ว่า ในปี 2564 นั้น จะได้จัดซื้อหรือไม่ เพราะเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ฟื้นตัวหลังผ่านพ้นโควิดฯ ทั้งนี้ ทร. พยายามบริหารจัดการงบประมาณเพื่อให้สามารถ ต่อเรือดำน้ำ ลำที่ 2-3 พร้อมกันทีเดียว ในปีงบฯ 2563 นี้ จากแผนเดิมคือ ในปี 2564 และ 2565 ก็เพื่อที่ว่า ทร.จะได้มีเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 เข้าประจำการ หลังจาก เรือดำน้ำแรก มาถึง เพราะ ตามแผน ที่จะมี เรือดำน้ำ 3 ลำ ไว้ดูแล ทั้งด้าน อ่าวไทย อันดามัน และใช้หมุนเวียนในการฝึก และการซ่อมบำรุง งานหนักของ ทร.คือ ต้อง เจรจากับจีน ในการชะลอโครงการ ออกไป และที่หลีกเลี่ยงได้ยาก คือ ราคาที่อาจจะต้องสูงขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องขอให้จีนคง ของแถม ต่างๆ ทั้ง อาวุธ การฝึกศึกษา ที่ พล.ร.อ.ลือชัย ใช้ความสัมพันธ์ ส่วนตัวเจรจามาได้ แม้จะไม่อาจหยั่งรู้อนาคต แต่ ทหารเรือ ก็ต้องเดินไป. และต้องทำตามคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะไม่รู้ว่า เรือดำน้ำ ลำ ที่ 2 และ 3 จะดำแล้วโผล่หรือไม่ จะได้จัดซื้อในปี 2564 หรือไม่ก็ตาม แต่การตัดงบฯกองทัพ คราวนี้ มากถึงกว่า 20% ก็เป็นการสะท้อน ถึงอำนาจที่แข็งแกร่ง ของ พล.อ.ประยุทธ์. ที่สั่งอะไร ทหาร ก็ต้องทำตาม แม้แต่การตัดงบฯ ครั้งที่มากที่สุด เป็นประวัติการณ์ อาจเป็นเพราะ ผบ.เหล่าทัพ ชุดนี้ กำลังจะเกษียณราชการ ใน 30 ก.ย. นี้แล้ว แถม ทั้งก็เป็นน้องๆของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ก็ไม่มีใครคัดค้าน หรือต่อรอง สั่งมาอย่างไร ก็ทำให้ตามนั้น เพราะกระแสสังคม ก็เรียกร้องให้มีการชะลอการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะเรือดำน้ำที่เป็นเป้า การถูกโจมตีมาทุกยุคทุกสมัย อีกครั้งด้วยสถานการณ์โควิด ก็ทำให้กองทัพจะต้องยอมเสียสละตัดงบประมาณตัวเองเพื่อมาช่วยเหลือประชาชน แม้แต่กองทัพบกของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. น้องรัก นายกฯ ก็สะเทือนไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเฉือนงบ ฯ มากกว่าโดนยึดทั้งก้อน ! ทั้งนี้ เพราะรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งการรักษาผู้ติดเชื้อและการกักกันตัว 14 วัน ของ คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศในโรงแรม ในค่ายทหาร และสถานที่ต่างๆทั่วประเทศ ที่รัฐบาลต้องออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ที่ใช้งบฯมหาศาล ผบ.เหล่าทัพ ในยุคนี้ จึงต้องเป็น Good Boy เป็นเด็กดี ของ นายกฯ ในการ ทำตามคำสั่ง โดยต้องไปปรับแผนงบประมาณและแผนยุทธศาสตร์ของแต่ละเหล่าทัพกันใหม่หมด เพราะ ไม่สามารถ ต่อรอง หรือ คัดค้านอะไรได้ นอกเสียจาก บอกว่า ยินดี เพื่อประชาชน ที่ก็ทำให้ประชาชน ชื่นชม ไม่น้อย แต่ ผลพวงโควิด ต่อเศรษฐกิจ หลังจากนี้ และ เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล ย่อมส่งผล ต่อแผน จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน เพราะไม่ใช่แค่เลื่อนในปีงบประมาณ 2563 เท่านั้นแต่อาจสะเทือนไปถึงงบประมาณปี 2564 เลยทีเดียว !