จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว้รัสโคโรนา 2019 (COVID–19) ได้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วในพื้นที่จังหวัดยะลา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวงผุดไอเดียให้นักเรียนประดิษฐ์หุ่นยนต์กดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ต้านไวรัส COVID–19 ลดการสัมผัส

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.63 ที่โรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวง ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 3ซึ่ง เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ที่มีความตระหนักถึงความปลอดภัยของครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และผู้ปกครองในชุมชนละแวกใกล้เคียง

จึงมีนโยบายให้ฝ่ายอนามัยโรงเรียน และกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวง คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการในโรงเรียน โดยรณรงค์ให้ครูสวมหน้ากากอนามัย ติดตั้งเจลล้างมือบริเวณตามจุดต่างๆ ที่กำหนดในโรงเรียน พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียนเข้าใจถึงวิธีการ ขั้นตอนการป้องกันตนเอง

นายจำลอง จันทรโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวง กล่าวว่า จากที่ตนได้มีนโยบายให้ครูคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม พบว่าฝ่ายอนามัยโรงเรียน ร่วมกับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้ การใช้ STEM ศึกษาเข้ามาพัฒนา สร้างนวัตกรรมเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติขึ้น ในสถานการณ์การที่มีโรคระบาดกระจายไปทั่วโลกและชุมชนใกล้ตัว ทำให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนวิชาการเขียนโปรแกรมร่วมกันพัฒนาหุ่นยนต์กดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติขึ้น เพื่อป้องกันการสัมผัส ภายใต้จุดยืนที่ว่า "เราจะร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน" อะไรที่สามารถช่วยได้เราก็ช่วยกัน ใครทำอะไรเป็น ใครทำอะไรได้ เราก็นำมาต่อยอดร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน แบบบูรณาการบนพื้นฐาน พื้นที่นวัตกรรมกรรมการศึกษา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ต้านไวรัส COVID–19 มีหลักการทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ ที่ทำหน้าที่ตรวจวัตถุที่ผ่านเซ็นเซอร์ เมื่อเซ็นเซอร์ตรวจเจอวัตถุเครื่องก็จะสั่งการให้มอเตอร์กดเจลแอลกอฮอล์ไหลออกมา โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสหรือกดไปยังขวดเจลทำให้ไม่มีเชื้อโรคปะปนอยู่บนหัวขวด ส่งผลให้ผู้ใช้บริการรายอื่นๆ มีความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสได้

ด้านนายมะยูกี บือโต ครูผู้ฝึกสอนวิชาคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ตนมีแนวคิดหลักการสอน ด้วยการกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักศึกษาหาองค์ความรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ และเกิดทักษะในการปฎิบัติอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งผลงานนวัตกรรมเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติชิ้นนี้ เกิดจากความคิดของนักเรียนที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากเชื้อไวรัส (COVID-19) หากผลงานนี้ประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงก็จะเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนในการช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนในโรงเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ทางด้าน เด็กชาย อิบรอเฮม สาเมาะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์กดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ใช้องค์ความรู้จากวิชาต่างๆ ที่ได้เรียนมาไม่ว่าจะเป็นวิชาคอมพิวเตอร์ เรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุม วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง แรง ไฟฟ้า วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง หน่วยวัด องศาของการกดวัตถุ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดนวัตกรรมชิ้นนี้ขึ้นมา และรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและคิดค้นเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติ และขอให้เราทุกคนได้พ้นจากเชื้อไวรัส (COVID-19 หายจากประเทศเราให้เร็วที่สุด

ส่วนเด็กชายอิบรอเฮง บากา นักเรียนชั้นเดียวกัน กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้ติดตามข่าวทางสื่อโทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับเรื่องไวรัสโคโรนา 2019 มีความรู้สึกกลัวมาก เพราะโรคนี้ติดต่อกันเร็วมาก พร้อมทั้งเห็นใจบุคลาการทางการแพทย์ ที่ต้องช่วยรักษาคนที่ติดเชื้อไวรัส จึงปรึกษาเพื่อนร่วมห้อง และครูที่ปรึกษาว่า เราต้องสร้างนวัตกรรมสักชิ้น เพื่อช่วยหยุดยั้งไม่ให้ไวรัสแพร่ระบาดได้เร็ว จึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ และครูในการคิดค้นเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัตินี้ขึ้นมา

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบจากการผลิตเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัตินั้น เป็นเครื่องต้นแบบรุ่นทดลองใช้ ต้านไวรัส COVID–19 ใช้เวลาทำเพียง 1 วัน บุคคลสามารถใช้บริการประมาณ 15-20 คน เครื่องจึงจะปิดตัวเอง ทำให้ต้องมาเปิดเครื่องใหม่ และขณะนี้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวง กำลังเร่งพัฒนาเครื่องกดเจลแอลกอฮอล์อัตโนมัติ ตัวที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาจากเครื่องต้นแบบ ลดเรื่องงบประมาณให้ถูกลงและแก้ปัญหาการปิดเครื่องเอง หลังจากใช้งานไปประมาณ 15-20 คน หากเครื่องกดแอลกอฮอล์สามารถใช้งานได้เป็นปกติ ทางโรงเรียนบ้านอัยเยอร์เวงจะนำไปติดตั้งตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อบริการครู นักเรียน ผู้ปกครองที่มารับบริการและเปิดแหล่งเรียนรู้ให้ชุมนุมได้ศึกษาไปผลิตต่อยอดสู่ชุมชนต่อไป