บทความพิเศษ / ทีมหญ้าแห้งปากคอก การจัดหาหน้ากากอนามัย แน่นอนว่าสามารถใช้งบกลางสำรองจ่ายช่วยเหลือฉับพลันทันทีได้ โดยไม่ต้องมีในแผนฯ ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ซักซ้อมมาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ไว้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ต่อมามีข้อสั่งการ หรือมาตรการของราชการแจ้งมาอย่างต่อเนื่องตลอดจนถึงปัจจุบัน ในหลายกรณีล้วนเกี่ยวข้องมีผลกระทบต่อท้องถิ่นโดยตรงทั้งสิ้น ทั้งการปฏิบัติในการเฝ้าระวัง การป้องกันฯ ตามแนวทาง “วิทยาการระบาด” (Epidemiology) ในการป้องกันโรค (Protect) วิกฤติต้องเป็นโอกาส สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใดก็ตาม ในมุมกลับการมีวิกฤติต้องเป็นประสบการณ์ที่เกิดประโยชน์ มิใช่การถล่มต่อว่าดูแคลนกันท่ามกลางสถานการณ์ที่แย่ ๆ แต่คงไม่ห้ามการติติงวิพากษ์ในเชิงสร้างสรรค์แนะนำ ด้วยวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว เป็นวิกฤติของโลกร่วมกันทุกชาติทุกประเทศ แน่นอนว่าเรื่องอื่นที่เคยต่อรอง โต้เถียงกับแบบไม่ยอมลดราวาศอก หรือว่า เป็นประเด็นข้อเรียกร้องที่มีมาแล้วอย่างยาวนาน “ต้องพับเก็บไว้ก่อน” อาทิเช่น ปัญหาวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ที่เจอมาแล้วในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา หรือ ปัญหาวิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 ที่ถือว่าเป็น “ความแล้งสุดๆในรอบ 40 ปี” ปริมาณน้ำฝนลดลงกว่าร้อยละ 30-40 หรือ ปัญหาเรื่องการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น (อปท.) ในปี 2563 นี้ หรือ ปัญหาการเรียกร้องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือ ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจของท้องถิ่น (เช่นจังหวัดจัดการตนเอง) หรือ ปัญหาการบุกรุกป่า หรือที่ดิน สปก. หรือ ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประเด็นมากขึ้นในช่วงนี้ หรือ ปัญหาการเรียกร้อง “แฟลชม็อบ” ของกลุ่มนักศึกษานักเรียน ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนถูกกลบทิ้งไปหมดแล้วด้วยกระแส “โควิด-19” ที่หนักหนาสาหัสกว่า แต่ในขณะเดียวกัน กระแสเกี่ยวเนื่อง “โควิด-19” เช่น ข่าวการกักตุน “หน้ากากอนามัย” ที่มองว่าเป็นการทุจริตได้ประการหนึ่งแรงมากขึ้น รวมถึงข่าวเชิงบวกสร้างขวัญกำลังเข้ามาแทน เช่น การสวดมนต์ไล่เชื้อโควิด-19 หรือ การปิดเมือง (การตรวจเข้มคัดกรองคนเข้าพื้นที่ฯ) ฯลฯ เป็นต้น กระแสรองในเรื่องเกี่ยวเนื่อง “โควิด-19” เช่น การทำหน้ากากอนามัยผ้าของ อปท. การปิดสถานศึกษา การปิดสถานบริการฯ การงดการจัดการประชุมอบรมที่มีการรวมหมู่คนที่มีจำนวนกว่า 100 คน การกักตัวกักกันกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ อปท. ไว้ 14 วัน การหยุดงานของข้าราชการไม่ต้องไปทำงานช่วง 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา การตรวจหาเชื้อฟรีโดยหน่วยงานสถานพยาบาลของรัฐ การเลื่อนวันหยุดราชการช่วงสงกรานต์ มาตรการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบฯ การ ปชส.ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ที่มิวายยังถูกกล่าวจาก IO (Information Operation) ฝ่ายตรงข้าม หรือ ผู้เห็นต่างมากมายว่า รัฐบาลมีการปกปิดข้อมูลในจำนวน ผู้ติดเชื้อ หรือจำนวนหน้ากากอนามัยที่มี หรือกล่าวหาว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง ฯลฯ แน่นอนว่าในระยะนี้ IO ทั้งสองฝ่ายต้องยุติบทบาทลงให้สิ้น เพราะข้อมูลข่าวสารมีมาก แพร่ได้รวดเร็ว การเผยแพร่ข้อมูลภายใต้สถานการณ์วิกฤติไม่ว่าผิดหรือถูกก็ตาม ย่อมทำให้เกิดการแตกตื่น เพราะ ในสถานการณ์เช่นนี้มันมี "ความแตกตื่นเงียบ" (Silent Panic) ด้วยการขาดความเชื่อมั่น ไม่เชื่อรัฐบาล มีความวิตกกังวลสูงซ่อนอยู่ ต่างคนต่างดิ้นรนแบบตัวใครตัวมัน ที่มีอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงอย่าไปเพิ่มความแตกตื่นโดยไม่จำเป็น ภารกิจการเฝ้าระวังที่สำคัญ นอกจากการฝึกอบรมให้ชาวบ้านรู้จักการทำหน้ากากอนามัยผ้าไว้ใช้เองแล้ว การสำรวจข้อมูลผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ อปท. โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือ เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงที่ทราบ “ความเสี่ยง” แน่ชัดแล้ว เช่น เดินทางกลับมาจากสนามมวย มาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา จากการไปสอบคัดเลือกสัมภาษณ์สายงานผู้บริหารท้องถิ่น ฯลฯ เป็นความอ่อนไหวของทีมเฝ้าระวังในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง ในที่นี้ก็คือ อปท. นั่นเอง เพราะ ปลัด อปท. ผอ.กองสาธารณสุข นักบริหารงานสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯ ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558” เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ การมอบอำนาจในพื้นที่จังหวัดที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ถือเป็นการบูรณาการการควบคุมโรคเชิงพื้นที่ที่ถูกต้องที่สุด อย่าลืมภัยแล้งและปากท้องชาวบ้าน ที่จริง อีกไม่กี่วันกี่เดือนนี้ ถามว่า “ภัยแล้งน่ากลัวไหม” เป็นคำถามที่คนไทยต้องลืมไว้ก่อน แม้ว่าเรื่องนี้จะได้มีการรณรงค์ไว้เมื่อก่อนปลายปีที่แล้ว (2562) ก็ตาม ฝาก “รัฐ-เอกชน-ชุมชน ร่วมน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน “ ใช้ “ความรู้คู่คุณธรรม’พาไทยรอดภัยแล้ง” หลักสำคัญว่าต้องมี “น้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก” ชีวิตอยู่ที่ใดต้องมีน้ำคนอยู่ได้ หากไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ตามหลักทฤษฎี “ระเบิดจากภายใน” ท่ามกลางวิกฤติสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเกิดภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญที่สุดที่จะลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ “เรื่องปากเรื่องท้องของชาวบ้าน” เพราะเมื่อคนหิวเขาจะไม่ทนอะไรได้สักอย่าง การระบาดระยะที่ 3 และการปิดเมือง หลายมาตรการเป็นการบริหารภายใต้วิกฤติของฝ่ายบริหาร ล่าสุดมีการเรียกร้องให้ “ปิดเมือง” ที่มิใช่หมายถึงการปิดกั้นห้อง แต่เป็นการคัดกรอง ติดตาม สถานการณ์ ของเมือง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เพราะ จากตัวเลขของผู้ป่วยที่เกินกว่า 200 คน ถือได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่การระบาดระดับที่ 3 (Andemic period) แล้ว มิใช่การเฝ้าระวังในระดับที่ 2 (Pandemic alert period) เพราะ มีการแพร่เชื้ออย่างแพร่หลายในระหว่างคนในประเทศด้วยกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข่าวจากสมาคมอุรเวชช์ชี้ว่า หากไทยคุมเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ภายในมีนาคม 2564 ไทยจะมีผู้ติดเชื้อถึงประมาณ 200,000 คน อย่างไรก็ตาม นิสัยคนไทยที่ง่าย ๆ อะไรก็ได้ ต้องปรับเปลี่ยน จากเดิมที่ว่า “กินร้อนช้อนกลาง” คงไม่ใช่ แต่คือ “กินร้อนช้อนของใครของมัน” ให้ยกเลิกช้อนกลาง เพราะช้อนกลางทุกคนจับช้อนอันเดียวกัน หรือ การขายของตามตลาด ชุมชนต่าง ๆ การชุมนุม ร่วมกัน ต้องมีวินัยมากขึ้น เช่น ไม่ขายของเกินเวลา ไม่นั่งอยู่ใกล้ชิดติดกัน ต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตร กล่าวคือ ช่วงนี้ทุกคนต้องมีวินัย มีสติ และอดทน ให้มากขึ้นหลายเท่าตัว การเตรียมการณ์เข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 เป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องรีบประเมินสถานการณ์ และ ตัดสินใจ เพราะ มาตรการระดับที่ 3 กับ ระดับที่ 2 แตกต่างกันมาก ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะนักวิชาการบางท่านได้ประเมินแล้วว่าผ่านระยะที่ 2 ไปแล้ว และ การระบาดนี้ค่อนข้างยาวนานถึง 1-2 ปี จนกว่าผู้คนจะเกิด “ภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ” เป็นภูมิคุ้มกันหมู่ ที่หมายความว่า การหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มิอาจกระทำได้ ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ นี่เป็นหลักการระบาดวิทยา ขอฝากพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะคน อปท. ท่านมีภารกิจใหญ่หลวงที่น่าภาคภูมิใจมาก ๆ ในการเฝ้าระวัง “โตวิด-19” เพราะท่านได้รับฉันทานุมัติมอบหมายจากรัฐแล้ว ในฐานะที่ท่านเป็นคนในพื้นที่ ที่รู้อะไรต่อมิอะไรมากกว่าคนอื่น