ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังประชุมหารือกับสมาคมโรงแรมไทย ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้นในหลายประเทศส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงแรมของไทยกำลังเผชิญกับภาวะการชะลอตัว ปิดกิจการ ไม่มีการจ้างงานลูกจ้างในโรงแรม จากการลดลงของนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพอื่นรองรับ และบางส่วน ก็ไม่ได้ตั้งรับกับเหตุการณ์ดังกล่าว

จากที่กระทรวงแรงงาน และ สมาคมโรงแรมไทย ได้ดำเนินการหารือร่วมกันเพื่อหามาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มโรงแรมไทย เห็นควรว่า ควรมีมาตรการรองรับช่วยเหลือ รวมทั้งผลักดัน ส่งเสริม กระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งสิ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยเร่งด่วนในตอนนี้ คือ เรื่องการว่างงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างอาชีพธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบหนักที่สุด จึงได้ร่วมกันประชุมเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

ทั้งนี้ ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับสถานการณ์การว่างงานจากผลกระทบดังกล่าว เพื่ออำนวยการประสานงาน และพิจารณามาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบเยียวยาลูกจ้าง และนายจ้าง โดยให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงาน ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนสร้างความพอใจให้กับนายจ้างที่เข้าร่วมหารือ

อีกทั้งในเบื้องต้นได้รีบตรวจสอบสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจะบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยกรมการจัดหางาน ซึ่งมีภารกิจหลักในด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ประชาชนได้กำหนดมาตรการรองรับเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้าง เช่น มาตรการก่อนมีการเลิกจ้างได้มีข้อสั่งการให้สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ดำเนินการเฝ้าระวังและติดตามสถานประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ติดตามสถานการณ์ของสถานประกอบการในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมีแนวโน้มจะเลิกประกอบกิจการหรือเลิกจ้างหรือลดจำนวนลูกจ้างเพื่อเตรียมหาตำแหน่งงานว่างในประเภทกิจการเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันไว้รองรับผู้ถูกเลิกจ้าง มีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะและประสานหน่วยงานในสังกัดทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเตรียมการรองรับ

ส่วนมาตรการหลังมีการเลิกจ้างกรณีมีความชัดเจนว่ามีการเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก จะสำรวจความต้องการเบื้องต้นของผู้ถูกเลิกจ้างเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ด้านกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะพัฒนาฝีมือแรงงงานให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง ส่วนประกันสังคม จะสร้างการรับรู้ โดยลงพื้นที่เข้าไปยังสถานประกอบการ และกรมสวัสดิการและคุ้มครอง จะดูแล ตรวจสอบข้อมูลสถานประกอบการในกลุ่มเสี่ยงที่มีการเลิกจ้างงาน