นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Thirachai Phuvanatnaranubala ระบุว่า ...

“ท่านนายกฯไม่ได้ตอบเรื่องที่ดินของบิดา”

ฝ่ายค้านอภิปรายกรณีการขายที่ดิน มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ

(ก) พฤติกรรมของผู้ซื้อ
(ข) พฤติกรรมของผู้ขาย

ในเรื่องพฤติกรรมของผู้ซื้อ ฝ่ายค้านเสนอข้อมูลว่า

มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อซื้อที่ดินราคา 600 ลบ. โดยมีทุนเพียง 1 ลบ. จัดตั้งก่อนซื้อเพียง 7 วัน มีลักษณะเพื่ออำพรางผู้ซื้อแท้จริง(คือเจ้าสัว)

เห็นได้ง่ายว่า ผู้ถือหุ้นบริษัทและกรรมการบริษัทไม่มีฐานะที่จะซื้อที่ดิน 600 ลบ.ได้จริง

บริษัทซื้อที่ดินต้องเพิ่มทุนโดยอาศัยเงินจากเกาะฟอกเงิน

ราคา 600 ลบ.สูงกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า ทั้งที่อยู่ในพื้นที่สีเขียว โดยสูงกว่าแปลงอื่นที่ซื้อขายในปีเดียวกันมาก

เป็นป่าต้นกกที่ลุ่มลึก มีติดป้ายห้ามจับปลา ถ้าจะพัฒนา จะต้องถมที่อีกมาก

ผ่านมา 7 ปีจนถึงวันนี้ ผู้ซื้อก็ยังปล่อยที่ทิ้งว่างไว้ ยังไม่ทำอะไร

ในเรื่องพฤติกรรมของผู้ขาย ฝ่ายค้านเสนอข้อมูลว่า อ้างว่ามีการหลบภาษี

พันเอกประพัฒน์ เคยแจ้งผู้สื่อข่าวว่า พลเอกประยุทธ์เป็นคนที่จัดการเรื่องขายที่ดินทั้งหมด (ข่าวอิศรา รูป 1)

ก่อนหน้าขายที่ดิน 14 วัน ได้มีการแตกหนึ่งโฉนดออกเป็น 7 โฉนดในวันเดียวกัน ฝ่ายค้านอ้างว่าเพื่อหลบภาษี

ฝ่ายค้านแจงหลักฐานว่า ผู้ซื้อออกค่าภาษีให้ผู้ขาย 16 ลบ. ซึ่งผู้ขายต้องนับเป็นรายได้และเสียภาษีอีกชั้นหนึ่ง แต่เท่าที่สองถามส่วนราชการ ไม่พบว่ามีการเสียภาษี

ปี 59 ศาลฯมีคำสั่งว่า พันเอกประพัฒน์ เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของพลเอกประยุทธ์ ดังนั้น หน้าที่เสียภาษีจึงสืบต่อไปถึงพลเอกประยุทธ์

ถามว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านแสดงเป็นอย่างไร?

การแตกโฉนดเป็น 7 แปลงเกิดขึ้น 14 วันก่อนขาย เป็นข้อมูลจริง (รูป 2)

ตามตารางภาษีขายที่ดินของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ การแตกโฉนดดังกล่าว ทำให้ภาษีลดลง จาก 31 ลบ. เหลือ 16 ลบ. คือลดไป 15 ลบ.จริง (รูป 3)

งบการเงินของบริษัทผู้ซื้อระบุว่าจ่ายเงินไป 623 ลบ. แต่สัญญาที่ยื่นต่อกรมที่ดินระบุราคา 600 ลบ. (ข่าวอิศรา รูป 4) จึงแตกต่างกัน 23 ลบ.จริง

เมื่อคำนวณใส้ในของตัวเลข 23 ลบ. นายเรืองไกรพบว่าตรงกับ (ก) ค่าธรรมเนียม 3.9 ลบ. (ข) ค่าอากรแสตมป์ 3.0 ลบ. และ (ค) ค่าภาษี 16.2 ลบ. รวมเป็น 23 ลบ.จริง (รูป 5)

ตามข้อมูลฝ่ายค้าน ก็ย่อมสรุปได้ว่า ผู้ซื้อออกภาษีให้แก่ผู้ขายจริง และผู้ขายต้องนำมาเสียภาษีตามมาตรา 39 แห่งประมวลฯจริง

ฝ่ายค้านจึงได้ท้าทายว่า ถ้าหากพันเอกประพัฒน์ได้เสียภาษีแล้วจริง ก็ขอให้ท่านนายกฯเอาใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากรมาแสดงต่อประชาชน

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังอ้างว่าได้มีการเปลี่ยนแนวถนนส่วนต่อขยายกัลปพฤกษ์-พุทธสาคร เพื่อให้มาเลียบขอบที่ดินดังกล่าวอีกด้วย (รูป 6)

เพื่อให้ท่านนายกฯเรียกคืนศรัทธาประชาชนอย่างเต็มที่ ผมจึงอยากเสนอแนะให้ท่านชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับ

(ก) เหตุผลที่มีการแตกโฉนด ท่านเป็นผู้สั่งการหรือไม่?
(ข) เอาใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากรมายืนยันการเสียภาษี
(ค) มีการเปลี่ยนแปลงแนวถนนในระหว่างที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีจริงหรือไม่?

และ (ง) ท่านเป็นผู้เจรจาขายที่ดินหรือไม่? ท่านเจรจาโดยตรงกับเจ้าสัว หรือเจรจากับกรรมการบริษัท(ซึ่งยังไม่จัดตั้ง)?