"แดง นราธิป กาญจนวัฒน์" โพสต์ข้อความระบุถึงความสัมพันธ์ของตนและเพื่อนร่วมวง"ชาตรี"ว่า...

พี่แดงขอเปิดใจพูดถึง "วงชาตรี" พี่แดงกับป้อมคฑาวุธ,เหมาประเทือง, ยุ่นประยูร,และปุ้ยอนุสรณ์ ปัจจุบันนี้ "ไม่เผาผีกัน" (เลิกคบกันหลายปีแล้ว) และได้พูดคุยกันแล้วว่า จะไม่ละเมิดสิทธิ์ ของเพลงที่แต่ละคนแต่ง โดยพี่แดงก็ไม่เคย เอาเพลงที่เป็นสิทธิ์ของสมาชิก"วงชาตรี"คนอื่นไปร้องในทุกๆที่ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

แต่ทำไม?สมาชิกทุกคนของ"วงชาตรี" กลับยังเอาเพลงของพี่แดงไปร้องอยู่ล่ะ? มันไม่มีสัจจะกันเลยหรือ? พี่แดงจำเป็นต้อง ออกมาพูด เพราะสุดจะทนกับพฤติกรรมซ้ำซากแบบนี้ แล้วไปใส่ไฟให้แฟนเพลง เกลียดชังพี่แดง โดยอ้างว่าพี่แดง"หวงเพลง"

แน่จริงก็พูดความจริงให้แฟนเพลงเขารู้สิ ว่า"ไม่เผาผี"กันแล้ว อย่ามาเผากันแบบนี้ แฟนเพลงที่รักทุกคน ขอให้เห็นใจและ เข้าใจในความจริงที่เกิดขึ้น อย่าได้คาดหวัง ให้สมาชิก"วงชาตรี" กลับมาเหมือนเดิมอีกเลย
คงเหลือไว้เพียงความทรงจำในอดีตที่ดีๆเท่านั้น. #ลิขสิทธิ์เพลงยังเป็นของพี่แดงตลอดชีวิต

ทั้งนี้ในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ได้มีการโพสต์ข้อความอีกครั้งว่า..."ขอพูดต่อ...เกี่ยวกับ "วงชาตรี" (2) โดยยืนยันว่าตนเองไม่เคยเดือดร้อนและไม่เคยเห็นแก่เงินตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

"พี่แดงไม่เคยเดือดร้อนเรื่องเงินนะครับ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงอนาคต ฉะนั้น ใครอย่ามาหาว่าพี่แดงเห็นแก่เงิน เพราะสมาชิกในวงชาตรีบางคน ก็ยังมา ขอยืมเงินหลายแสนจากพี่แดงด้วยซ้ำ"

 "ตลอดชีวิตที่เป็นหัวหน้า"วงชาตรี" พี่แดงแบ่งค่าตัวเท่ากัน ไม่เคยเอาเปรียบ เคารพและให้เกียรติเพื่อนๆทุกคนเสมอ พี่แดงถือศักดิ์ศรีของความเป็นลูกผู้ชาย ยึดมั่นอยู่บนความถูกต้อง อดทนอดกลั้น ต่อสิ่งเร้าที่ทำให้ร้าวรานใจ"

"รักก็คือรัก เกลียดก็คือเกลียด โกรธก็คือโกรธ อภัยคืออภัย แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ขอห่างออก เพราะรู้เช่นเห็นชาติแล้ว ไม่อยากอยู่ในวังวน ของ"มิตรภาพจอมปลอม"
          
"ใครทำเพื่อเงินใครทำเพื่ออะไร?เวลาจะบอกเอง อีกไม่นานนักคงได้เห็นกันจะจะ พูดไปก็แค่นั้นไ
          
"สำหรับพี่แดงแล้วเงินไม่สามารถเปลี่ยนใจให้พี่แดงกลับมาสมานฉันท์บนความบาดหมางได้ อย่างที่บอกเอาไว้ข้างต้นว่า พี่แดงรักศักดิ์ศรีของตัวเอง เกิดมาชาตินึงอย่าให้ใครตราหน้าได้ว่าไร้ศักดิ์ศรี ยอมญาติดีกันเพราะ"เงิน""
          
"พี่แดงเชื่อในเรื่องของผลกรรม จากการกระทำใครทำอะไรไว้ย่อมหนีไม่พ้นกรรม ชีวิตพี่แดงทุกวันนี้ประสบพบเจอแต่ความสุขความเจริญไม่ต้องดิ้นรนหาเงินทองให้เหน็ดเหนื่อยมีเงินไว้กินไว้ใช้ ไว้ทำบุญทำทานตลอดชีวิต"
          
"ที่ต้องสานต่อ"วงชาตรี" ในยุคสมาชิกใหม่ ก็เพราะแฟนเพลงเรียกร้อง และเห็นว่าเราก็ยังมอบความสุขให้แฟนเพลงที่รักเราได้ฟังกันต่อโดยการนี้ พี่แดงชัดเจนต่อผู้ว่าจ้างทุกรายบอกว่าสมาชิกเดิมคือพี่แดงคนเดียว พร้อมสมาชิกใหม่ และเราจะร้องแต่เพลงที่เราเป็นผู้ประพันธ์เท่านั้น จะไม่ร้องเพลงของผู้อื่นเด็ดขาด ซึ่งผู้ว่าจ้างก็รับทราบและตอบตกลง"
          
"ฉะนั้น สมาชิกเดิมของวงชาตรี จะไปรวมตัวกันทำอะไร?เช่นไร?และอย่างไร?ก็สุดแล้วแต่ขออย่ามาล่วงเกินพี่แดง และอย่ามาล่วงละเมิดสิทธิ์บทประพันธ์เพลงของพี่แดงก็แล้วกันทุกคนพูดอะไรเอาไว้ก็ให้รักษาคำพูดของตัวเองให้ดี รักษาศักดิ์ศรีของตนเองเอาไว้บ้าง"
          
"พี่แดงขอพูดแค่นี้ และจะไม่พูดอีกแล้วเกี่ยวกับ "วงชาตรี"เดิม ส่วนใครจะรักพี่แดง หรือใครจะเกลียดพี่แดงก็สุดแล้วแต่ใจของแต่ละคนนะครับเพราะก่อนที่พี่แดงจะตายจากโลกนี้ไปพี่แดงขอเคลียร์ขยะใต้พรมที่หมักหมมปกปิดมานานเสียที *ไม่อยากตายไปพร้อมกับขยะโสโครก ที่แฟนเพลง"วงชาตรี" มองไม่เห็นครับ. #พี่แดงรักแฟนเพลงทุกคนครับ"
          
สำหรับวงดนตรี "ชาตรี" ก่อตั้งโดย นราธิป กาญจนวัฒน์ (แดง) กีตาร์/ร้องนำ, คฑาวุธ สท้านไตรภพ (ป้อม) คีย์บอร์ด/ร้องนำ และ ประเทือง อุดมกิจนุภาพ (เหมา) เบส ซึ่งเป็น นักศึกษาปี2 แผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบัน คือ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ)
          
จากนั้นในเวลาต่อมาจึงได้สมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คนคือ อนุสรณ์ คำเกษม (ปุ้ย) กลอง และ ประยูร เมธีธรรมนาถ (ยุ่น) ในตำแหน่งคีย์บอร์ด โดยในส่วนของชื่อวงอย่างชาตรีนั้นก็มาจากชื่อหนังสือพระเครื่อง ของประชุม กาญจนวัฒน์ ซึ่งเป็นบิดาของ แดง นราธิป นั่นเอง
         
 ตลอดระยะเวลานานกว่า 10 ปี วงดนตรีชาตรีได้สร้างสรรค์บทเพลงที่เป็นที่นิยมอย่างมากมาย อาทิ จากไปลอนดอน, แฟนฉัน, รักครั้งแรก, สัญญาใจ, ชะตารัก, แอบรัก, อธิษฐานรัก ฯลฯ ก่อนประกาศอำลาวงการในปี 2528 จากนั้นทั้งหมดได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในคอนเสิร์ตใหญ่ “33 ปี ชาตรี The Memory Concert” ในปี 2549 รวมถึงล่าสุดกับ "Forget Me not Concert" เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2562
          
อนึ่งหลังประกาศอำลาวงการทางด้านของ "แดง นราธิป กาญจนวัฒน์” ได้เข้าพิธีบรรพชาบวชเป็นพระนานกว่า 17 พรรษา (อ่าน : สุดทางบวช แต่ไม่สุดทางธรรม “นราธิป กาญจนวัฒน์”)