นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่ชุมชนบ้านบ่อสวก จังหวัดน่าน เพื่อดูบทเรียนความสำเร็จขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ที่ดำเนินการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อสวก ทำให้ชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน สามารถใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการรื้อฟื้นและส่งเสริมความเข้มแข็งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน

นอกจากนั้นยังได้รับฟังปัญหา และความต้องการในการพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมด้านท่องเที่ยวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีการพูคุยหารือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐภาคเอกชนถึงแนวทางการขยายผลการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนไปยังชุมชนท่องเที่ยวอื่นๆ ทั่วประเทศ และการหาแนวทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชนกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว

ด้าน ชุมชนบ้านบ่อสวก วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า ชุมชนบ้านบ่อสวก จังหวัดน่าน เป็น 1 ใน 14 ชุมชนต้นแบบจาก 6 พื้นที่พิเศษ ที่ อพท. รับผิดชอบดูแล ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน เข้ามาพัฒนาเพื่อยกระดับให้กับชุมชนบ้านบ่อสวกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 พร้อมกับให้จัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อสวก เพื่อรวมกลุ่มในการบริหารจัดการ

จากผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้แก่ชุมชนตำบลบ่อสวก จังหวัดน่าน พบว่าในปีงบประมาณ 2562 ชุมชนแห่งนี้มรายได้เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 78,962 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.96% จากปีงบประมาณ 2561 ซึ่งชุมชนมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 75,954 บาท/ครัวเรือน สะท้อนถึงแนวโน้มความสำเร็จของการใช้หลักการการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชน

“การเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมของชุมชนแห่งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการส่งเสริมจังหวัดน่านเป็น 1 ใน 12 เมืองที่ต้องห้ามพลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปี 2561 ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในการพัฒนาชุมชนแห่งนี้ ทางอพท. ได้ชูจุดขายในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีอัตลักษณ์ของชุมชน และการเรียนรู้การดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่นซึ่งกำลังได้รับความนิยม” นายทวีพงษ์ กล่าว

โดย นายทวีพงษ์ กล่าวว่า บ้านบ่อสวก มีจุดเด่นของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ เป็นแหล่งโบราณคดี ศิลปะพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเรียนรู้วิถีชุมชนผ่านงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีต่าง ๆ เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผาการทอผ้าลายปากไหโบราณ การจักสานไม้ไผ่ การแปรรูปน้ำอ้อย การแสดงดนตรีพื้นเมืองและการฟ้อนรำ การทำนาและการทำอาหารพื้นบ้าน เป็นต้น ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่อยู่ในความสนใจของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามหากวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ เฉพาะที่ชุมชนบ่อสวก ปีงบประมาณ 2562 ได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.497 ใกล้เคียงกับค่ากลางที่ 0.500 สะท้อนถึงการกระจายรายได้ของการท่องเที่ยวของชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ่อสวก ยังไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับภาพรวมของค่าสัมประสิทธิ์จีนีในพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.32 ซึ่งสิ่งที่ อพท. จะดำเนินงานต่อไปคือการเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้กิจกรรมการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนแห่งนี้ไปพร้อมกับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการตลาดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่ให้มากขึ้น โดยชุมชนบ้านบ่อสวก ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หรือรางวัลกินรี ครั้งที่ 11 ประจำปี 2560 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เป็นรางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

ทั้งนี้ นายทวีพงษ์ ยังกล่าวถึง หลักการทำงาน อพท. ว่า ได้ใช้เกณฑ์พัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย หรือ CBT Thailand ซึ่งได้รับการรับรองโดยสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) มาเป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนา ช่วยให้การพัฒนามีความครอบคลุมในทุกมิติ ได้แก่ 1. ด้านการบริหารจัดการชุมชน มุ่งเน้นให้ชุมชนสร้างกลไกการบริหารจัดการการท่องเที่ยวด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยไม่ต้องรอหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น 2. ด้านเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเน้นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับชุมชน รวมถึงสร้างกลไกการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก

ส่วน 3. ด้านวัฒนธรรม เป็นการมุ่งเน้นให้ชุมชนทราบ หวงแหน และมีความภาคภูมิใจในวิถี วัฒนธรรมของตนเอง ช่วยให้ชุมชนสามารถนำของดีของเด่นด้านวัฒนธรรมมาก่อให้เกิดมูลค่าทางการท่องเที่ยว ตลอดจนช่วยชุมชนในการสร้างกลไกสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การถอดองค์ความรู้ให้อยู่ในรูปลายลักษณ์อักษร การทำงานร่วมกับภาคีเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดมูลค่า การส่งเสริมเยาวชนให้ตระหนักและภาคภูมิใจในท้องถิ่นขอบตนเอง 4. ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ภายหลังที่ชุมชนดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยว 5. ด้านบริการและความปลอดภัย เป็นการยกระดับชุมชนให้มีความสามารถในการบริการนักท่องเที่ยว และสร้างกลไกการจัดการเรื่องความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวในชุมชน

ภายหลังการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนแล้ว ทาง อพท. ยังได้นำเครื่องมือหรือองค์ความรู้ต่างๆ มาต่อยอดให้กับชุมชน เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนผลิตภัณฑ์แบรนด์น่านเน้อเจ้า เพื่อเป็นของฝากของที่ระลึก การพัฒนานักสื่อความหมาย เพื่อทำหน้าที่เล่าเรื่องราวตลอดการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว การพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์แบบวิถีไทยด้วยตนเอง

รวมถึงยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มวันพักค้างและค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว การทดสอบสินค้าและจัดทำ Business Matching เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวได้รับรู้ถึงสินค้าการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบ่อสวกและนำไปส่งเสริมการตลาด และสุดท้านคือการนำชุมชนไปออกงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้และให้ชุมชนได้เรียนรู้วิธีการทำการตลาด โดยเป้าหมายการพัฒนาของ อพท. คือการเพิ่มขีดความสามารถให้กับชุมชน เพิ่มรายได้ เกิดการสืบทอดวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรม และเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนและพื้นที่โดยรอบ

กองทุนประกันวินาศภัย