ในช่วงเวลานี้สายการบินต่าง ๆ ต้องมอนิเตอร์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อยกเลิกและปรับลดตารางบินกันแบบวันต่อวัน เมื่อกระแสการชะลอการเดินทางเริ่มลามไปยังเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ของภูมิภาคเอเชีย ทั้งประเทศญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน เป็นต้น นับเป็นปรากฏการณ์การปรับลดเที่ยวบินของสายการบินที่สะท้อนถึงผลกระทบของโควิด-19 ที่ขยายวงกว้าง จนเริ่มส่งผลต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย

สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเดินทาง

ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด และต้องเฝ้าระวัง ดังนั้นทางสายการบินต่างๆ จึงได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเดินทางด้วยการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อและการทำความสะอาดภายในเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินไทยเวียตเจ็ท การบินไทย ไทยสมายล์ นกแอร์ และอีกหลายสายฯ ต่างพากันฉีด อบ พ่นยาฆ่าเชื้อด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด (AMS) 1452 ทั้งในบริเวณห้องผู้โดยสารและห้องนักบิน โดยทำการฉีดพ่นยา 15 นาที และปิดเครื่องเพื่อทำการอบฆ่าเชื้ออีก 30 นาที

ทำความสะอาดภายในเครื่องบิน

นอกจากนี้เพื่อเป็นการรับมือกับการแพร่กระจายของโควิด-19 ระหว่างทำการบิน ลูกเรือทุกคนของทางสายการบินได้รับอนุญาตให้สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือระหว่างปฏิบัติงาน และเพิ่มความเข้มงวดในการทำความสะอาดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆภายในห้องโดยสารบ่อยครั้งมากขึ้นในทุกๆเที่ยวบิน เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน

สำหรับมาตรการป้องกันภายในสนามบินสุวรรณภูมินั้น การตั้งรับและคัดกรองมีมากมายทั้งการจัดตั้งเครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่เดินผ่านเครื่อง การตั้งจุดบริการเจลล้างมือ สเปรย์แอลกอฮอลล์ฆ่าเชื้อตามพื้นที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ ในปัจจุบันภายในสนามบินยังมีการติดตั้งเครื่องทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่ราวจับบันไดเลื่อน ของสนามบินสุวรรณภูมิ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้โดยสารที่มาใช้บริการของแต่ละสายการบิน ผู้ให้บริการของสายการบินไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ทำการทำความสะอาดภายในเครื่องบินและฉีดอบพ่นยาฆ่าเชื้อตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรอนามัยโลก (WHO) เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและเพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการทำความสะอาดเครื่องบินนั้นเข้มงวดเพียงพอและได้มาตรฐาน

มีระบบการป้องกันควบคุมโรคที่ดี

ทั้งนี้ นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึง ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยที่ไม่แพร่ระบาดเป็นวงกว้างเหมือนประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่นฯลฯ ว่า เป็นเพราะไทยมีระบบการป้องกันควบคุมโรคที่ดี ซึ่งทาง Global Health Security Index ได้จัดลำดับให้ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพียงประเทศเดียวที่อยู่ในกลุ่มประเทศ Most prepared และยังได้รับการจัดอันดับสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก เป็นอันดับ 1 ของเอเซีย ที่มีดัชนีระดับการเตรียมตัวตอบสนองสถานการณ์โรคระบาดได้เป็นอย่างดี

ตั้งจุดรับและคัดกรองนักท่องเที่ยวหลายจุด

อีกทั้งยังมีทีมงานประเมินความเสี่ยง และสามารถตัดสินใจที่จะยกระดับการปฏิบัติกันตั้งแต่เนิ่นๆ รวมทั้งมีบุคคลากรซึ่งได้ทำหน้าที่ในทุกๆ ด้าน เพื่อเตรียมรับมือกับไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วิเคราะห์กลยุทธ์แนวทางการรับมือ ตรวจคัดกรองที่ด่าน ติดตามเฝ้าระวังผู้เดินทาง ให้การวินิจฉัยผู้ป่วยให้ได้โดยเร็ว สอบสวนโรค ติดตามผู้สัมผัส ดูแลรักษาผู้ป่วย ให้ความรู้และข่าวสารที่เที่ยงตรงกับประชาชน เป็นการร่วมมือกันชะลอการแพร่ระบาดในประเทศให้ได้นานที่สุด

ปรับแผนและรับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ถึงกระนั้นในส่วนของสายการบินที่ติดอันดับการยกเลิกระดับต้นๆ ต้องยอมรับว่า สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะมีผู้โดยสารลดลง 48.9% ตามมาด้วยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ที่ผู้โดยสารลดลง 44.4%ซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนเที่ยวบินเข้าจีนของทั้ง 2 สายการบินที่มีเที่ยวบินเป็นจำนวนมากทั้งการทำบินแบบประจำและ ชาร์เตอร์ไฟลต์ โดยไทยแอร์เอเชียมีเที่ยวบินเข้าจีน 14 จุดบิน 20 เส้นทางบิน แต่ที่กระทบหนักเนื่องจากมีเที่ยวบินตรงสู่อู่ฮั่น ซึ่งสายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินยาวจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และการทยอยลดบางเที่ยวบินในเส้นทางบินอื่นในจีน จะทำให้กระทบผู้โดยสารในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ประมาณ 3 แสนคน ส่งผลให้รายได้ลดลง 3% ในเบื้องต้น

ทำความสะอาดภายในที่พักผู้โดยสาร

โดย นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินไทยแอร์เอเชีย มีเส้นทางสู่ประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วน 12% จากเส้นทางทั้งหมด ส่วนจำนวนผู้โดยสารชาวจีนมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 30% ของผู้โดยสารทั้งหมด ทำให้ในช่วงที่ผ่านมานอกจากเส้นทางบินสู่อู่ฮั่น ที่ไม่สามารถทำการบินได้แล้ว ยังมีเส้นทางอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและมีการปรับลดเที่ยวบินในประเทศจีนตามความเหมาะสมของสถานการณ์อีกหลายเส้นทาง ซึ่งผลกระทบในครั้งนี้น่าจะทำให้ผู้โดยสารจีนกลุ่มกรุ๊ปทัวร์และเช่าเหมาลำของสายการบินหายไปอย่างน้อย 3 แสนคน และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงรายได้ในไตรมาสแรกของสายการบินอย่างน้อย 3% แต่ในเวลานี้สายการบินพยายามปรับลดสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีนให้สมดุลยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนในตลาดอินเดียเเละอินโดจีนเข้ามาทดแทน

ส่วน สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ มีเที่ยวบินเข้าจีน 15 จุดบินใน 25 เส้นทางบินเป็นสัดส่วน 30% ของเส้นทางบินทั้งหมด และล่าสุดสายการบินได้ลดเที่ยวบินเข้าจีนไปแล้วมากกว่า 10% เนื่องจากมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40% ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่ง นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าสายการบินจะมีสัดส่วนจำนวนเส้นทางบินสู่ประเทศจีนถึง 30 % จากเส้นทางทั้งหมด และมีจำนวนผู้โดยสารจีนมากถึง 30-40% ใกล้เคียงกับไทยแอร์เอเชีย แต่ยังไม่มีความจำเป็นจะต้องปรับลดเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารที่ตั้งไว้สำหรับปี 2563 แต่อย่างใด

ทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่ราวจับบันไดเลื่อน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสายการบินจำเป็นที่จะต้องปรับลดเที่ยวบินในบางเส้นทางบินลงราว 1-2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และมีแผนที่จะนำเครื่องไปบินในเส้นทางอื่น ๆ นอกจากเส้นทางสู่จีนเพื่อทดแทนตลาดจีนที่น่าจะหายไปจำนวนหนึ่ง อาทิ บาหลี อินโดนีเซีย เป็นต้น โดยเชื่อว่าการปรับแผนและการสนับสนุนจากรัฐบาลจะทำให้สายการบินไม่ได้รับผลกระทบทางด้านรายได้มากนัก

ทั้งนี้ รายงานข่าวจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) เผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของ ไวรัส โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบทำให้สายการบินที่ทำการบินผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 24 มกราคม- วันที่ 13กุมภาพันธ์ 2563 หรือในช่วง 21 วัน ได้แจ้งขอยกเลิกการทำการบิน รวมทั้งสิ้น 2,762 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นการยกเลิกเฉลี่ย 132 เที่ยวบินต่อวัน

อย่างไรก็ตามด้วยประเทศไทยก็มีจุดแข็งหลายอย่าง โดยประการสำคัญคือ มีบุคลากร และแพทย์ที่สามารถบริหารจัดการ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของโรคได้อย่างทันท่วงที มีการเรียนรู้ลักษณะอาการของโรค มีการควบคุมโรคที่ดี มีการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคที่คล้ายกัน (โรคซาร์ และโรคเมอร์ส) มีระบบควบคุม กักกัน แยกโรคที่ดี และมีการ Active 24 ชั่วโมง อีกทั้งมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการดูแลป้องกันตนเองแก่ประชาชน มีระบบการรักษาที่ดี จึงน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ดังกล่าวนี้ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

กองทุนประกันวินาศภัย