วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ศูนย์ประสานงานอนาคตใหม่ฝั่งธนบุรี น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกและส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภาฯ สืบเนื่องจากที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค อันส่งผลให้นางสาวพรรณิการ์ และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี และไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในรัฐสภาได้ โดยบรรยากาศภายในศูนย์ประสานงานฝั่งธนฯนั้น มีสื่อมวลชนและประชาชน ร่วมรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภาเป็นจำนวนมาก

น.ส. พรรณิการ์ ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาวันนี้เกี่ยวข้องระหว่างรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา กับคดี 1 Malaysia Development Berhad (1MDB) คดีที่อื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนนี้ว่า เป็นเรื่องดีที่ไม่ได้อภิปรายในสภา แต่ได้มาอภิปรายต่อหน้าประชาชนคนไทย ตั้งแต่ 24-27 กุมภาพันธ์นี้ สมาชิกฝ่ายค้านจะได้อภิปรายสิ่งที่สะสมมาตั้งแต่ คสช.

สำหรับวันนี้จะเปิดเผยสิ่งที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ปกปิดข้อเท็จจริงการรับรู้จากสังคมโลก ในคดี 1 MBD กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่พบว่ารัฐบาล คสช. และนายกรัฐมนตรีให้การปกปิดและหลบซ่อนผู้ต้องหา คนสำคัญ หลังจากที่มีการจับกุมนายชาเบียร์ ฆุสโต ผู้ที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตกองทุนในคดี 1 MBD ได้ที่ประเทศไทย ในข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์ โดยอ้างว่าได้รับการประสานจากบริษัทในเครือข่ายฟอกเงินของ 1 MBD ว่าให้ติดตามจับกุมนายชาเบียร์ ฆุสโต ที่มีพฤติกรรมกรรโชกทรัพย์ผู้จัดการเปโตซอุเดีย โดยเรียกเงิน 83 ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้าของบริษัท ซึ่งหลังจับกุมกองปราบแถลงว่าตำรวจอังกฤษได้เข้ามาร่วมสอบสวนคดีนี้

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงพบสิ่งที่ผิดปกติมีการเข้าเยี่ยมนายชาเบียร์ ฆุสโต ในเรือนจำของกลุ่มผู้ว่าจ้างที่บริษัทเปรโต ซาอุดี จ้างมาให้มาดูคดีนี้และมีหลักฐานหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่าขบวนการนี้ร่วมมือกับตำรวจไทยกดดันให้นายชาเบียร์ ฆุสโต รับสารภาพว่ากุเรื่อง 1 MBD ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น และส่งเข้าเรือนจำ แต่ในขณะที่นายชาเบียร์ ฆุสโต ถูกคุมขังในเรือนจำมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มพยายามกดดันและปกปิดการกระทำ

นอกจากนี้ น.ส.พรรณิการ์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ทำผิด ปกปิดข้อเท็จจริงคดีปล้นเงินคนมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน และปกปิดอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกและปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติ อย่างนาย โจโลว ซึ่งเป็นคนสนิทของนายนาจิบ ราซัค ใช้ประเทศไทยเป็นที่กบดาน โดยพบการเดินทางเข้าออกไทยของนายโจโลว 5 ครั้ง และครั้งสุดท้ายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2561 หลังนายนาจิบแพ้การเลือกตั้ง โดยความผิดปกติที่ได้ตรวจสอบพบคือไม่เคยมีหลักฐานปรากฏว่าไทยแจ้งต่อประเทศใดว่านายโจโลว ได้มีการเข้าออกประเทศไทย และไม่ได้มีการปฏิเสธเข้าประเทศของคนที่มีหมายแดง จึงตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จงใจให้ที่พักพิงอาชญากรที่มีหมายแดงหรือไม่

และทั้งหมดนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่ารัฐบาลไทยมีส่วนช่วยในการปกปิดคดีอื้อฉาว พร้อมขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศ ทั้งนี้ตนยืนยันหลักฐานทั้งหมดได้รับการรับรองจากศาลสวิตเซอร์แลนด์แล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามแม้นายนาจิบจะไปแล้วแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังอยู่ ครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มต้นการเรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ตอบข้อสงสัยของสังคมและรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เพราะถ้าเป็นรัฐบาลของอนาคตใหม่ก็จะทำเช่นนี้ได้ แต่เมื่อพรรคถูกยุบจึงขอฝากความหวังที่ประชาชนในการเรียกร้องหาความจริงให้เรื่องนี้มีคำตอบต่อไป

ขณะเดียวกันกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาและสวิสเซอร์แลนด์กำลังตรวจสอบเรื่องอื้อฉาวนี้อยู่ จึงอยากให้คนไทยลุกขึ้นมาเรียกร้องถามหาความจริงจากผู้นำที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลนี้อีกต่อไปแล้วหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินใจ

"แต่ที่รอไม่ได้ ณ ขณะนี้ ก็คือการให้พลเอกประยุทธ์ดำเนินนโยบายขายชื่อเสียงประเทศชาติแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว ดิฉันขอให้ทุกคนตัดสินใจ ว่าเราจะเอาคนที่เชื่อได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการนำเอาคนบริสุทธิ์เข้าคุก ให้ที่พักพิงอาชญากรระดับโลก ขัดขวางการนำเงินภาษีของพี่น้องมาเลเซียที่ถูกปล้นไปกลับคืนเจ้าของ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

ทั้งนี้ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.พรรณิการ์ ยังได้เปิดเอกสารและคลิปเสียงสนทนาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ประกอบในการอภิปรายนอกสภาดังกล่าวด้วย โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชนมาร่วมฟังการอภิปรายของน.ส.พรรณิการ์ด้วย