เพิ่งเคยเห็น “ประเพณีทำขวัญควาย” ผู้ว่าจับมือทุกภาคส่วนสืบสานไว้ ประเพณีโบราณชุมชนบ้านน้ำพุ ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิออร์แกนิค ดังไกลข้ามโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 15.09 น. วันที่ 27 มกราคม 2563 นายไมมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีกินข้าวใหม่สู่ขวัญควายบ้านน้ำพุโดยมีนางสายฝน ช่างเขียน ประธานกลุ่มฯ พร้อมด้วยสมาชิกและชาวบ้านให้การต้อนรับ นายโอฬาร ธนสัญชัย นายอำเภอคีรีมาศ กล่าวรายงานกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาเกษตรกรสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกอบต.บ้านน้ำพุ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมงานกว่า500คน โดยท่านผู้ว่าฯ ทำพิธีเปิดยุ้งข้าว ตักข้าวใหม่เป็นปฐมฤกษ์ แล้วนำออกมาโปรยรอบยุ้งข้าว ต่อด้วยการตำข้าวด้วยครกไม้โบราณ จากนั้นท่านผู้ว่าฯได้เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และผูกด้ายและจุดเทียนบูชาคุณให้นางทองสุก (ควายแม่ฝูง)ในพิธีทำขวัญควาย โดยหมอทำขวัญได้กล่าวเอื้อนเอ่ยด้วยถ้อยคำอันดีงามถึงการล่วงเกินต่อควายทั้งที่เคยดุด่าและเคยตี และขอขมาลาโทษต่อกันที่ผ่านมาโดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความซาบซึ้ง ทำเอาหลายคนถึงกับน้ำตาซึม พร้อมประพรมน้ำมนต์ให้ควายเป็นอันเสร็จพิธี

หลังเสร็จพิธี นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพื่อรับทราบถึงปัญหาของประชาชน ในการนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามรอยพ่อบ้านน้ำพุ ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงระดับส่งออก ได้ขอความช่วยเหลือในเรื่องแหล่งน้ำ, โรงสีข้าวออแกนิกส์ และจานปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งทางท่านผู้ว่าเตรียมเจียดงบให้ทันทีกว่า 1.2ล้านบาท
ทั้งนี้ เฉพาะหมู่ที่3บ้านกว้าวนี้มีประชากร450 คนแต่มีประชากรควายถึงกว่า1,000ตัว ถึงขนาดคนมากกว่าควายและยังสามารถรวมกลุ่มปลูกข้าวขายเป็นข้าวออร์แกนิกส์ส่งออกขายไปต่างประเทศได้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ซึ่งควายนั้นมีความสำคัญเสมือนดั่งผู้มีพระคุณที่ช่วยผู้คนทำนามาแต่โบราณ การที่ชุมชนยังคงรักษาประเพณีทำขวัญควาย นั้นแสดงถึงการมีสำนึกที่ดีที่น่าเชิดชู

สำหรับพิธีกินข้าวใหม่ นั้น จะมีการทำขึ้นปีละ1ครั้ง คือหลังจากเก็บข้าวขึ้นยุ้งแล้วจะปิดยุ้งข้าวไว้ประมาณสามเดือนเพื่อให้เมล็ดข้าวพักตัว ซึ่งจะทำให้การตำหรือสีเปลือกข้าวออกได้ง่าย โดยจะใช้วันที่ฤกษ์งามยามดีและคัดเลือกผู้ที่เกิดปีนักษัตรที่ไม่กินข้าวเช่นปีมะโรง,มะเส็ง ให้เป็นผู้ตักข้าวเพราะเชื่อกันว่ากินข้าวไม่เปลืองจะทำให้ข้าวไม่หมดยุ้ง ขณะตักข้าวก็จะกล่าว ร่ำพูดร่ำว่ากันแต่ถ้อยคำดีๆ เช่น “ข้าวยุ้งนี้ตักเท่าไรก็ไม่หมด”จากนั้นก็จะนำหว่านทานให้นกหนูและผีตะมอย(ผีที่ลักคนไปซ่อน)และสัมภะเวสีต่างๆให้ได้กินด้วยเพื่อเขาจะได้ไม่มารบกวน จากนั้นก็จะนำไปตำ โดยขณะตำก็จะกล่าวด้วยถ้อยคำอันดีเป็นศิริมงคล เช่น “ตำข้าวเปลือกกำมือเดียวจะได้ข้าวสามเกวียน”เป็นต้น ก่อนจะนำข้าวใหม่มาหุงกินกัน”

ส่วนพิธีทำขวัญควายนั้นเครื่องพิธีอันประกอบด้วย บายสี,เทียนขี้ผึ่ง ,ขันน้ำมนต์ ,ด้ายแดงด้ายขาวและพวงมาลัย โดยพิธีการ เริ่มที่เจ้าของควายจุดธูปเทียน กราบพระพุทธรูป บอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ แล้ว หมอทำขวัญเอื้อนเอ่ย “สักเก จะรูเป”บทชุมนุมเทวดา ให้มาเป็นสักขีพยาน อย่างไพเราะ ต่อหน้าควายใหญ่แม่ฝูงซึ่งอาบน้ำมาใหม่ๆเป็นตัวแทนฝูงควาย ต่อด้วย บทอาขยาน ทำนองสารพันยะ กล่าวขอขมาลาโทษต่อควาย ถึงการ”ที่เคยด่า ที่เคยตี”ที่ได้ล่วงเกินต่อกันเมื่อใช้แรงงานทำนาและบัดนี้ได้ข้าวมาหุงกินต่อชีวิตคนแล้ว ซึ่งผู้มีพระคุณก็คือควาย เสร็จแล้ว จึงคล้องพวงมาลัย ผูกด้ายรับขวัญ จุดเทียนบูชาติดที่เขาควายข้างละ1ดอก แล้วแกะออก พร้อมประพรมน้ำมนต์เป็นอันเสร๊จพิธี

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน