“มนัญญา” ประกาศสู้แบน 3 สาร เผยกำลังใจหลั่งไหลทั่วสารทิศหนุนลุยต่อ ระบุสารทดแทนนำเข้ามาแล้วกว่า 5 พันตัน เส้นทางเดียวกับ 3 สารพิษ ขณะที่สหกรณ์ทั่วประเทศ พร้อมใจขึ้นป้ายไม่ขาย 3 สารพิษ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เรียกหารือผู้เกี่ยวข้องเพื่อวางนโยบายการทำเกษตรปลอดภัยทั้งระบบจากตัวเกษตรกรถึงผู้บริโภค โดยทุกสหกรณ์การเกษตร ทั่วประเทศ พร้อมใจกัน ขึ้นป้ายไม่จำหน่ายสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3ชนิด คือพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และให้กรมวิชาการเกษตร รณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การทำเกษตรผสมผสาน ใช้เครื่องจักรกล ปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ทำการเกษตรแบบปรานีต เพื่อเป็นครัวโลก ทั้งนี้ ได้ห้ามนำเข้า3สารมาตั้งแต่วันที่30มิ.ย.62 ซึ่งในช่วง6เดือนที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อมีมติให้เลื่อนแบน กระทรวงเกษตรฯจะไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าแน่นอน โดยเอกชนต้องจัดการเคลียร์สต็อกให้หมด ซึ่งหากการแบนมีผลวันที่1มิ.ย.63 ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะนำเรื่องสต็อกมาอ้างไม่ได้

“ล่าสุดได้รับรายงานว่าส่งออกไปประเทศที่3 แล้วกว่า2พันตัน และทราบว่ามีการจำหน่ายสารแบบลดแลกแจกแถมกันมาก ถ้าจำกัดการใช้ จริงๆต่อไปต้องทราบว่าอยู่ในมือประชาชนเท่าไหร่แล้ว ขายไปให้สวนไหนบ้าง จะต้องบอกได้สวนนี้ใช้สารไกลโฟเซต แป๊ะสติกเกอร์ไว้ที่พืชพรรณ ว่าผลผลิตตัวนี้ใช้สารอะไร นี่คือการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ไปสอนเกษตรกรให้ใช้สารเคมี ทั้งที่ต้องเป็นหน้าที่ของบริษัทนำเข้ามาหลายร้อยบริษัท แต่ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯกลับใช้งบไปอบรมเป็น100ล้านบาท”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ช่วง6เดือนนี้ ไม่มีการนำเข้า สารไกลโฟเซต แม้คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะมีมติจำกัดการใช้ ก็ไม่อนุญาตนำเข้า เพราะมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีกฎหมาย รับรอง หากออกประกาศเป็นพระราชบัญญัติ คงไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ตอนนี้ไม่นำเข้า ไม่ให้มีในประเทศไทย เพราะถ้าไม่หมดสต็อก ทำอย่างไร ต้องยืดไปอีก6เดือนหรือไม่ ไม่ใช่การเกษตรปลอดภัย ฉีดพ่นสารได้ก่อนเก็บเกี่ยว แต่คนกิน จะรู้ได้อย่างไร ว่าสารตกค้างเข้าไปสะสมในร่างกายแล้วเท่าไหร่ ซึ่งในขณะนี้มีกว่า70 บริษัท ที่นำเข้าสารทดแทนมาแล้วมากว่า5พันตัน เป็นเส้นทางเดียวกันกับ3สาร คำว่าพิษมาก หรือพิษน้อย มีอยู่แล้ว คือสารเคมี ไม่ว่าใช้ไปขนาดไหน พืชผักผลไม้จะอ่อนแอ สำหรับบางสารนำเข้ามาพักแล้วส่งต่อไปประเทศที่สาม ในเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของเอกชน ที่เจ้าของบริษัทดำเนินธุรกิจ เขารู้อยู่แล้ว แต่ต้องมีศีลธรรมด้วย ขอให้คิดถึงชีวิตคนมากว่าเงิน

“ดิฉันไม่ล้มเลิกต่อสู้แบน3สาร ตอนนี้มีกำลังใจส่งมาจากทั่วประเทศ ขนาดเดินซื้อของพนักงานห้าง มาบอกว่าเขาร้องไห้ เห็นข่าวแบนสารไม่สำเร็จ คนสูงอายุ บอกประเทศไทยต้องเลิกใช้สาร กุ้งหอยปูปลาในคลอง ดินในท้องไร่ ท้องนาจะได้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินทองในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่ใช่ดินแห้งแล้ง ขุดไปลึกแค่ไหนก็แห้งเพราะหน้าดินเสีย ไม่อุ้มน้ำ หน่วยงานร่วมมือกันต้องเดินหน้ารณรงค์ สร้างความเข้าใจถึงผลดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมัก สารชีวภัณฑ์ จะทำให้ผลผลิตได้มากขึ้นด้วย เพราะต้นไม้แข้งแรง ไม่มีแมลงรบกวน ไม่มีโรค จากสภาพดินดี พร้อมกับเปิดแปลงเกษตรอินทรีย์ มีตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ รองรับผลผลิต ขายราคาไม่แพง มีคุณภาพ ยกเป็นซูเปอร์สหกรณ์ ทุกจังหวัด เช่นสหกรณ์พระนคร ขายกระหล่ำดอกออร์แกนิค 20บาท อะโวคาโด กล่องละ60-80บาท”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า คงไม่ต้องคุยกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ถ้าเจอกันก็ยกมือไหว้ ซึ่งหากมองการเมืองไทย เราขอพูดว่าให้คิดถึงประโยชน์ประชาชน จะไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่ละคนแต่ละพรรคการเมืองมีเส้นทางของตัวเองที่รับมาจากประชาชน ซึ่งการที่ตนมีเป้าหมายแบน3สาร เพราะสัมผัสเห็นปัญหามามากและพูดคุยกันมานานกว่า10ปีแล้ว สำหรับประเทศไทยที่ต้อง ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เพื่อไปสู่ครัวโลก

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน