สายด่วน 1663 ระบุ คนท้องไม่พร้อมปรึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัยรุ่น แต่กลับพบอุปสรรค เพราะ “ผู้รับผิดชอบ” ไม่ทำตาม พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อย่างจริงจัง

นางสาวอัชรา แก้วประดิษฐ์ หัวหน้างานบริการให้คำปรึกษาสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม กล่าวว่า สายด่วนฯ 1663 ให้บริการปรึกษาและช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อม โดยจำนวนผู้ที่ปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมสูงขึ้นทุกปี อย่างปีล่าสุด คือ 1 ก.ย 2561 - 31 ส.ค. 2562 มีผู้ปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมทั้งสิ้น 31,013 ราย หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปีแรก เมื่อ 1 ก.ย 2557 - 31 ส.ค. 2558 ที่ 1663 เปิดบริการปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม โดยมีผู้รับคำปรึกษาจำนวน 10,848 ราย และหากดูสัดส่วนของผู้ที่ทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้วก็จะพบว่า เพิ่มขึ้นราว 5.6 เท่า หรือจาก 4,008 ราย เป็น 22,534 ราย ซึ่งกล่าวได้ว่า แนวโน้มของคนที่ท้องไม่พร้อมและต้องการปรึกษาหรือความช่วยเหลือมีมากขึ้น

“อย่างปีล่าสุด คือ 1 ก.ย 2561 - 31 ส.ค. 2562 พบว่ามีวัยรุ่นที่อายุต่ำกว่า 20 ปีปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมจำนวนมากขึ้น คือ 8,509 ราย และทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว 5,353 ราย หรือเพิ่มขึ้นราว 4 เท่าจากช่วงปีแรกของการเปิดบริการที่มีวัยรุ่นที่ท้องแล้วและมารับคำปรึกษาเพียง 1,317 ราย” นางสาวอัชรากล่าว

ด้านนายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนฯ 1663 กล่าวว่า ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มากว่า 3 ปี โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่างๆ ถึง 6 กระทรวงคือ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงใหม่คือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งทำงานครอบคลุมวัยรุ่นทั้งประเทศ โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อกฎหมายที่สำคัญคือ มาตรา 5 ที่ระบุถึงสิทธิของวัยรุ่นที่สำคัญ 5 อย่าง คือ สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง สิทธิในการได้รับความรู้ สิทธิในการรับบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ สิทธิในการได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว และสิทธิในการได้รับการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาคและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

นายสมวงศ์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลของสายด่วนฯ พบว่า มีวัยรุ่นจำนวนมากยังไม่ได้รับทั้งบริการและสิทธิตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยวัยรุ่นที่ปรึกษาจำนวน 5,456 ราย ระบุว่าการตั้งครรภ์เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และในขณะเดียวกันก็พบว่า การศึกษากลับเป็นอุปสรรคต่อการตั้งครรภ์ เพราะวัยรุ่นหลายคนที่ท้องในขณะที่เรียนหนังสืออยู่นั้น ไม่ได้มีปัญหาอย่างอื่น เขามีแผนจัดการหลังคลอดเป็นอย่างดี แต่ผู้บริหารสถานศึกษาหรือครูบางคนไม่ให้เรียนหนังสือต่อ หรือสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นอุปสรรค จนเด็กและผู้ปกครองทนไม่ไหวต้องหยุดเรียนหรือย้ายไปเรียนโรงเรียนอื่น ทั้งที่ พ.ร.บ.และกฎกระทรวงศึกษาธิการระบุชัดเจนว่า ถ้านักเรียน/นักศึกษาท้องต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือที่ดี และห้ามให้นักเรียนออกจากโรงเรียน

ผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ วัยรุ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการคุมกำเนิดด้วยวิธีที่ต้องใช้หัตถการ เช่น การฝังยาคุม แต่หน่วยบริการบอกให้พาผู้ปกครองมาเซ็นยินยอม ทั้งที่มีประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุขออกมาแล้วว่า วัยรุ่นที่อายุ 10 - 20 ปี ขอรับบริการคุมกำเนิดได้โดยไม่ต้องมีผู้ปกครองเซ็นยินยอม รวมถึงยังไม่มีอุปกรณ์คุมกำเนิดที่เป็นทางเลือกให้วัยรุ่นได้รับอย่างเพียงพอ เช่น ถุงยางอนามัย เป็นต้น

หากจะแก้ปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อมในวัยรุ่นอย่างจริงจัง การมีกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่คนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายต้องใช้อย่างเคร่งครัด โดยต้องยึดมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นหัวใจในการทำงาน และประเทศนี้ต้องทำให้วัยรุ่นและผู้ปกครองทราบสิทธิของตัวเองและยืนยันสิทธิได้ หากถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ รวมถึงทราบว่า มีช่องทางในการร้องเรียน หากวัยรุ่นถูกละเมิดสิทธิ โดยสายด่วน 1663 เป็นช่องทางหนึ่งในการให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียนจากกรณีถูกละเมิดสิทธิตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวด้วย” รองผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าว