การเมืองไทยต้องมองให้รอบด้าน หลายมิติ ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน ทั้งจงใจและไม่เจตนาบางเรื่อง “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นกับ “ขั้วการเมืองหนึ่ง” ก็อาจกลายเป็น “แรงกระเพื่อม” กระแทกเข้าใส่พรรคพวกในขั้วเดียวกันอย่างน่าประหลาด !

ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกสายตา ทุกความสนใจล้วนเพ่งมองไปยังตัว “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่บัดนี้เหลือเพียงสถานะเดียว นั่นคือ “หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” เนื่องจากเพิ่งพ้นจากเก้าอี้ “ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ” ของพรรค เมื่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของธนาธร สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) จากกรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เมื่อวันที่ 20 พ.ย.62

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ในคดีการถือหุ้นสื่อ ครั้งนี้อาจจะส่งผลต่อ “สถานะ” ของธนาธร ก็ตาม แต่นี่เป็นเพียง “ด่านแรก” เท่านั้น เพราะป้ายต่อไป ทั้งธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ จะต้องเผชิญหน้ากับคดีความที่ค้างคา นอกเหนือไปจากการขยายแผล คดีถือหุ้นสื่อ ใน “ภาคสอง” ไปที่ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ ในอนาคตข้างหน้านั้นจึงเต็มไปด้วยความสั่นไหว สร้างความเปราะบางให้กับสมาชิกในพรรคไม่น้อย และหลายคนเริ่มไม่เชื่อมั่นแล้วว่า พรรคอนาคตใหม่ จะสามารถเดินทางไปได้อีกนานแค่ไหน ก่อนที่จะหยุดอยู่ ณ ปลายทาง ที่การถูก “ยุบพรรค”

ขณะเดียวกันยังต้องไม่ลืมว่า อนาคตใหม่ คือพรรคการเมืองที่เป็น “หัวหอกสำคัญ” เข้ามาเสริมทั้ง “เสียง” และ “ความเข้มแข็ง” ให้กับ “7 พรรคฝ่ายค้าน” ซึ่งมีทั้งสิ้น 245 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 136 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10เสียง พรรคประชาชาติ 7 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคพลังปวงชนชาวไทย 1 เสียง พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง และพรรคอนาคตใหม่ 80เสียง

จะเห็นได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ มีเสียงส.ส.ทั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์และส.ส.เขตมากถึง 80 ที่นั่ง โดยเพิ่งสูญเสีย 1ที่ให้กับการเลือกตั้งซ่อมที่จ.นครปฐม ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ก็ยังต้องนับว่า เพราะ 7 พรรคฝ่ายค้านมีพรรคอนาคตใหม่ จึงทำให้ “รัฐบาล” ของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต้องตกอยู่ในสภาพ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ต้องหาทางแก้วิกฤตกันแทบทุกครั้งที่มีการโหวตลงมติ ในญัตติสำคัญ ๆ

ทว่าในขณะเดียวกัน ยังต้องยอมรับว่า แม้พรรคอนาคตใหม่คือตัวจักรสำคัญในการรบรากับฝ่ายรัฐบาลทั้งในและนอกสภาฯ แต่เพราะความโดดเด่นของ พรรคอนาคตใหม่ พรรคการเมืองหน้าใหม่ที่สามารถแจ้งเกิดด้วย “กระแสธนาธร” ก็กลับทำให้ พรรคเพื่อไทยเองที่แม้จะเป็น “พรรคอันดับหนึ่ง” ตกอยู่ในสภาพที่ “เป็นรอง”

ยิ่งเมื่อในภาวะที่พรรคเพื่อไทย “ไร้หัวตัวจริง” ขึ้นมาคุมพรรค ยิ่งทำให้ “ความแข็งแกร่ง”ของพรรคเพื่อไทย ที่เคยมีต้องติดหล่ม ขณะที่แกนนำจากพรรคอนาคตใหม่สามารถช่วงชิงและโดดเด่นกว่า และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พรรคอนาคตใหม่ดูเหมือนจะเป็นฝ่าย “กำหนดเกม” มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม พรรคเพื่อไทย

มิหนำซ้ำ ยังต้องไม่ลืมว่า ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ถึง 81ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24มี.ค.62ที่ผ่านมา ก็เป็นเพราะ “ส้มหล่น” จากกรณีที่ “พรรคไทยรักษาชาติ” อันเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยถูกยุบ คะแนนนิยมของพรรคไทยรักษาชาติจึงถูกเทมาที่พรรคอนาคตใหม่ เรียกว่าเกมแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยของพรรคเพื่อไทย กลับไปส่งผลดีต่อพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ “แนวร่วมต้านคสช.” พรรคเพื่อไทย กลับถูกดึงเสียงออกไป อย่างน่าเสียดาย

ล่าสุดในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ที่กำลังจะมีขึ้นขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล เปิดทางให้ “พรรคพลังประชารัฐ” ส่งคนลงไปสู้ เพราะไม่ต้องการ ตัดเสียงกันเอง แต่ทางด้านพรรคอนาคตใหม่กลับออกมาประกาศว่าในเขตเลือกตั้งนี้ แม้แชมป์เก่าจะเป็นคนของพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรคอนาคตใหม่ จะต้องหลีกทางให้!

ลำพังการดำรงอยู่ร่วมกันเพื่อรวมพลังสู้กับรัฐบาลของบิ๊กตู่ ก็หนักหนาเอาการอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะหวานอมขมกลืนแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ทำให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีพลังส.ส. มากถึง 245 คน ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล มีเสียงทั้งสิ้น 255 เสียง

แต่หากอนาคตใหม่ มีอันต้องถูกยุบพรรคจริง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมานั่นคือ พรรคฝ่ายค้านจะอ่อนแรงลงไปทันที ทั้งจำนวนส.ส.ไปจนถึงความแข็งแกร่งของ “ตัวผู้เล่น” อย่าลืมว่า บทบาทในสภาผู้แทนราษฎร ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีเพียงพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่โดดเด่น รับบทประดาบกับฝ่ายรัฐบาลอย่างไม่ลดละ

ถึงกระนั้นอย่าได้คาดหวังหรือมองแต่ในทางที่เป็น “บวก” ว่าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคกันขึ้นมาจริงๆแล้ว บรรดาส.ส.ที่เหลือรอดชีวิต จะย้ายเข้า “พรรคสำรอง” ที่ตระเตรียมกันเอาไว้ หรือกระจายกันไปอยู่กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะเท่าที่รู้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่จำนวนไม่น้อยถูกพรรครัฐบาลจองตัวกันเอาไว้หมดเรียบร้อยแล้ว

หมายความว่า ผลพวงจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่ ได้กระทบต่อ “ชะตากรรม” ของอีก “ 6 พรรคฝ่ายค้าน” ด้วยประการฉะนี้ !