คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ช่วงเดือนกว่าๆที่ผ่านมานี้เรื่องราวการเมืองของสหรัฐฯร้อนระอุเข้มข้นขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุณหภูมิเก้าอี้ประจำตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ร้อนจัดจนเขานั่งแทบไม่ติด สืบเนื่องมาจากขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรเป็นโจทก์ตั้งข้อหาให้ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นจำเลยหรือที่เรียกว่า “Articles of Impeachment”

จะเห็นได้ว่าเท่าที่ผ่านมามีพยานหลายๆคนเดินทางเข้าไปให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายชุดด้วยกัน โดยมุ่งเน้นเรื่องการกระทำความผิดอย่างมหันต์ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเข้าไปกดดัน “ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี” แห่งยูเครน ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” แห่งค่ายพรรคเดโมแครต ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจว่าอาจจะเข้าไปเป็นคู่แข่งขันคนสำคัญของเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020

ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์หวังจะได้ข้อมูลด้านลบของอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากประเทศยูเครน เพื่อหวังผลทางการเมืองนำไปใส่ร้ายป้ายสีโจมตีให้เรื่องบานปลาย!!!

อนึ่งระหว่างการสนทนาของสองผู้นำเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เอ่ยปากตั้งเงื่อนไขว่า หากประธานาธิบดีของยูเครนไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯจะไม่ปล่อยเงิน 391 ล้านเหรียญ ที่สภาคองเกรสอนุมัติให้เรียบร้อยแล้ว

ทว่าระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ปรากฏว่าเขาทั้งสองมิได้คุยกันแต่เพียงลำพัง เนื่องจากมีบุคคลสำคัญๆของสหรัฐฯหลายๆคนนั่งร่วมฟังอยู่ด้วย!!!

โดยหนึ่งบุคคลในกลุ่มนั้นได้แก่ “พันโทอเล็กซานเดอร์ วินด์แมน” วัย 44 ปี ซึ่งเมื่อปี 1979 เขาได้อพยพลี้ภัยตามคุณพ่อมาพร้อมกับน้องชายฝาแฝดออกจากประเทศยูเครน เข้ามาขอพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯและเริ่มตั้งรกรากอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ตั้งแต่อายุได้เพียงแค่สามขวบครึ่ง

ด้วยความมุ่งมั่นบากบั่นคุณพ่อของเขาทุ่มเทให้กับลูกชายฝาแฝดคู่นี้ได้รับการศึกษาอย่างดี จนสามารถมีหน้าที่การงานที่ดีตามความใฝ่ฝันของคนต่างด้าวทั่วๆไป สมดั่งที่ผู้คนทั่วไปต่างตระหนักดีว่า “สหรัฐอเมริกาคือดินแดนแห่งโอกาส”

โดยเขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทจากฮาร์วาร์ด อีกทั้งเขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับยูเครน และยังเคยทำงานประจำในสถานทูตสหรัฐฯ ณ ยูเครน รวมทั้งยังเคยเข้าทำงานในประเทศรัสเซียอีกด้วย!!!

พันโทอเล็กซานเดอร์ วินด์แมน ทดแทนบุญคุณของแผ่นดินสหรัฐฯด้วยการเข้าเป็นทหารรับใช้ชาติเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในหลายๆประเทศด้วยกัน อาทิเช่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และเข้าร่วมในสงครามอิรัก จนได้รับบาดเจ็บเมื่อปี 2003 และได้รับรางวัลเหรียญกล้าหาญ “Purple Heart”

และที่สำคัญที่สุดพันเอกวินด์แมนยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาด้านความมั่นคงในทำเนียบขาวมาแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2018 โดยเขาชี้ว่า “ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพูดคุยสนทนาอยู่กับประธานาธิบดีของยูเครนนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามกดดันเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา”

โดยเขาได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับน้องชายคู่แฝดที่ชื่อ “ยูจีน วินด์แมน” ซึ่งมีอาชีพเป็นทนายความในสภาความมั่นคง และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาความมั่นคงอีกด้วย โดยทั้งคู่ได้นำเรื่องนี้รายงานต่อไปยัง “จอห์น ไอเซนเบิร์ก” หัวหน้าทนายความประจำสภาความมั่นคง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเขาทั้งคู่!!!

อย่างไรก็ตามเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้พันโทอเล็กซานเดอร์ วินด์แมน ซึ่งถือเป็นพยานปากเอกคนแรกในทำเนียบขาวที่เดินทางไปให้การต่อคณะกรรมาธิการสามชุดของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งใช้เวลานานกว่าสิบชั่วโมง เกี่ยวกับเรื่องที่ประธานาธิบดีทรัมป์กดดันประธานาธิบดีของยูเครน

ซึ่งตอนหนึ่งพันโทวินด์แมนได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตของเขาตั้งแต่สมัยเด็ก จนกระทั่งเข้ารับใช้ประเทศสหรัฐอเมริกาปฏิบัติหน้าที่การงานต่างๆ โดยเขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อสหรัฐอเมริกาอย่างมาก

และทันทีที่คำให้การของพันโทวินด์แมนเผยแพร่ออกมาปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์มิได้รอช้าออกมาประเดิมโจมตีอย่างทันท่วงที ทำนองเดียวกันกับทุกๆครั้งที่เขาปฏิบัติตลอดมา โดยยึดหลักที่ว่า ใครก็ตามที่ทำอะไรขัดต่อตนเอง ประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะกระหน่ำโจมตีอย่างไม่ไว้หน้า

และจากคำให้การของพันโทอเล็กซานเดอร์ วินด์แมน ประธานสภาผู้แทนราษฎร แนนซี เพโลซีมีความมั่นใจว่า “เป็นข้อมูลที่หนักแน่น” และได้ตัดสินใจร่วมกับสมาชิกของพรรคเดโมแครตว่า ตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป การรับฟังคำให้การจากปากของพยานทุกๆคน จะต้องเผยแพร่ต่อสาธารณชนให้ได้รับรู้กันอย่างทั่วถึง ซึ่งคงจะกลายเป็นเรื่องดราม่าอีกฉากหนึ่งของการเมืองสหรัฐฯอย่างแน่นอน!!!

เป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยว่า “นายพลจอห์น เคลลี” อดีตเลขาธิการประจำทำเนียบขาว ได้ออกมากล่าวปราศรัยที่รัฐจอร์เจีย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “หากปล่อยให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บริหารประเทศตามใจชอบของเขาแล้วละก็ แน่นอนว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง”

ขณะนี้พรรคเดโมแครตกำลังเปิดฉากเคลื่อนไหวรอบใหม่ โดยจะใช้รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาในบทบัญญัติมาตรา 2 หมวด 4 ที่สามารถถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่ามีความผิดฐานเป็นกบฎต่อประเทศชาติ ติดสินบน ก่ออาชญากรรมร้ายแรง หรือมีความผิดทางด้านอาญาประเภทอื่นๆ

กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งจะดำเนินการผ่านสภาคองเกรส โดยสภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่เป็นโจทก์ ส่วนวุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุน และมีประธานศาลสูงสุดเข้ามานั่งเป็นประธาน

ส่วนกระแสสนับสนุนของคนอเมริกันที่ต้องการจะให้ปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งนั้น นับวันจะมีสูงเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมานี้สำนักหยั่งเสียงซีเอ็นเอ็นได้ออกมาระบุว่า 50% ของคนอเมริกันเห็นด้วยที่จะให้มีการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง โดยสมาชิกของพรรคเดโมแครตก็ออกมาแสดงความเห็นชอบถึง 87% และกลุ่มอิสระเห็นด้วยที่ 50% ส่วนพรรครีพับลิกันเห็นด้วยแค่ 6%

กล่าวโดยสรุปดูเหมือนว่าขณะนี้อเมริกันชนเกือบครึ่งประเทศกำลังออกมาแสดงท่าทีไม่ปลื้มในการกระทำอันหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคงของประเทศชาติ จนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หวั่นวิตกว่าขาเก้าอี้ประจำตำแหน่งในทำเนียบขาวของเขากำลังสั่นคลอนไม่มั่นคง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นเพราะอารมณ์แกว่งๆขาดความยั้งคิดรวมถึงการเห็นแก่ตัวมุ่งกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ที่อาจจะส่งผลทำให้ชีวิตทางการเมืองของเขาต้องพังทลายลงละครับ