นอกจากบอก “ฤดูกาล” อย่างไม่ตรงตามเป็นจริง เพราะฤดูในห้วงนี้ของแถบซีกโลกเหนือเป็น “ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn : สภาพอากาศในช่วงระหว่างวันที่ 22 ก.ย. - 21 ธ.ค.แต่ละปี)” แต่บอกว่าเป็น “ฤดูใบไม้ผลิ (Spring : สภาพอากาศในช่วงระหว่างวันที่ 21 มี.ค. - 20 มิ.ย.)” แล้ว แถมยังบิดพลิ้วกำกวมชวนให้เคลือบแคลงในเรื่องความหมายของคำว่า “สันติภาพ (Peace)” เข้าให้อีก

สำหรับ “ปฏิบัติการ” ที่มีชื่อว่า “ฤดูใบไม้ผลิสันติภาพ (Peace Spring Operation)” ที่ “ตุรกี” มีต่อ “ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด” ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของซีเรีย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยปฏิบัติการที่ว่า จะว่าเป็น “สันติภาพ (Peace)” ได้อย่างไร? เพราะในเมื่อเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” ที่ “ตุรกี” ข้ามพรมแดนซีเรียเข้าไปบดขยี้ “ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด” ในพื้นที่ทางตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส แบบหวังไล่ล่าฆ่าล้างบางให้สิ้นซากกันทีเดียว

เบื้องต้นก่อนปฏิบัติการจะเริ่ม ทางการตุรกี ได้มี “ยุทธการเวหา” คือ การโจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายเป็นชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ที่พำนักอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของซีเรีย เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรียกว่า เป็น “ยุทธการเวหา” ใช้ฝูงบินทิ้งระเบิด “ปูพรม” กันก่อน เช่นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่ ไ”เมืองราส อัล – อิน” ในซีเรีย จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 50 คน เป็นต้น แล้วหลังจากนั้นอีกไม่กี่อึดใจถัดมา รัฐบาลอังการาภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิป เออร์โดกัน ก็ได้ส่งกองทหารภาคพื้นดิน กรีธาทัพข้ามพรมแดนตอนเหนือของซีเรีย ซึ่งอยู่ติดกับตุรกี เข้าไปหวังบดขยี้ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ในบริเวณฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่า เป็นปฏิบัติการที่มีขึ้นภายหลังจากสหรัฐอเมริกาถอนกำลังทหารออกจากซีเรียไปแล้ว

กองทัพตุรกียกพลข้ามพรมแดนเข้าไปในเมืองทาลอับยาด ทางตอนเหนือของซีเรีย เพื่อกวาดล้างชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด (เอเอฟพี)

ข้อกล่าวอ้างที่ทำให้กองทัพตุรกีเข้าไปขยี้ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดถึงในดินแดนซีเรียครั้งนี้ ทางรัฐบาลของประธานาธิบดีเออร์โดกัน โดยกระทรวงกลาโหมของทางการอังการาให้เหตุผล ในระหว่างเล่าแจ้งแถลงไขต่อนานาชาติ และองค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต และสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ก่อนที่จะมีปฏิบัติการทางทหารข้างต้นว่า เพราะชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ของชาวเคิร์ด ได้แก่ พรรคแรงงานชาวเคิร์ด หรือพีเคเค และนักรบชาวเคิร์ดวายพีจี ตลอดจนกลุ่มชาวเคิร์ดพีวายดี เป็นพวกผู้ก่อการร้าย ซึ่งปฏิบัติการทางทหารที่ว่า ก็จะเป็นการกวาดล้างต่อกลุ่มก่อการร้ายพวกนี้

แถลงการณ์กระทรวงกลาโหมของตุรกี ยังระบุด้วยว่า บรรดากองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดเหล่านี้ เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของตุรกีที่อันตรายที่สุด รวมถึงยังเป็นตัวอันตรายของรัฐบาลซีเรียในอนาคตด้วย ทั้งในแง่ของบูรณภาพทางดินแดน การสมัครสมานให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งของตุรกีและซีเรีย ที่กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ โดยเฉพาะซีเรียที่เผชิญกับไฟสงครามกลางเมืองมา

ทหารของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดทางตอนเหนือของซีเรีย (เอเอฟพี)

อย่างไรก็ตาม ว่ากันถึงฉากของสถานการณ์ก็ปรากฏว่า การกรีธาทัพของตุรกีข้ามพรมแดนเข้าไปในซีเรีย ก็มิใช่ทำได้อย่างสะดวกโยธิน เพราะต้องเผชิญกับการต้านทานจากบรรดากองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย เช่น “กองทัพประชาธิปไตยซีเรีย” หรือ “เอสดีเอฟ” ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือของซีเรีย โดยกองกำลังติดอาวุธของเอสดีเอฟ ก็วิตกกังวลต่อสวัสดิภาพของกลุ่มพวกเขาเอง โดยเกรงว่า กองทัพตุรกีจะถือโอกาสนี้ กำราบพวกเขาด้วย นอกเหนือจากเข้ามากวาดล้างชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด และการรุกคืบกินแดน ผนวกพื้นที่ภาคเหนือของซีเรียไปเป็นของตุรกี

ขณะที่ปฏิกิริยาจากฟากฝ่ายต่างๆ อย่างสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า รัฐบาลวอชิงตัน ไม่ได้สนับสนุนต่อการโจมตีชาวเคิร์ดโดยกองทัพตุรกี และทางประธานาธิบดีทรัมป์ ก็เผยด้วยว่า ได้เคยต่อตุรกีไปอย่างชัดเจนแล้วว่าการโจมตีชาวเคิร์ดเป็นความคิดที่ผิด

ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดและประชาชนชาวซีเรีย ในเมืองราส อัล-อิน พากันทิ้งบ้านเรือนอพยพ เพื่อหนีภัยสงคราม หลังกองทัพตุรกีโจมตีทางอากาศ และรุกคืบในภาคพื้นดินข้ามพรมแดนเข้ามา (เอเอฟพี)

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคการเมืองในสหรัฐฯ เช่น ที่รัฐสภา หรือสภาคองเกรส ทั้งฟากของพรรคเดโมแครต และในฝั่งของพรรครีพับลิกันเอง ก็ตำหนิวิจารณ์ต่อแผนการของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ตัดสินใจให้ถอนทหารออกจากซีเรียกันก่อนหน้า พร้อมทั้งระบุว่า ไม่ผิดอะไรกับการที่สหรัฐฯ ทอดทิ้งชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในช่วงการทำสงครามกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ในซีเรีย พร้อมกันนี้ ทางสมาชิกสภาคองเกรส ก็ยังได้เรียกร้องให้ทางองค์การนาโต ขับไล่ตุรกีออกจากการเป็นสมาชิกของนาโตอีกด้วย

ทว่า ในประเด็นเรื่องของนาโตนั้น บรรดานักวิเคราะห์แสดงทรรศนะว่า เป็นไปได้ยากที่นาโตจะขับตุรกีออกไป ด้วยเหตุผลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และการทหารในการเผชิญหน้ากับรัสเซีย และตุรกีเองก็เคยมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามพวกไอเอสในซีเรียด้วย

ว่ากันในส่วนของปฏิกิริยาของชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดในซีเรีย ก็มีรายงานออกมาว่า พวกเขาเหมือนรู้สึกว่าถูกสหรัฐฯ ทรยศหักหลัง ภายหลังจากเสร็จสิ้นการปราบปรามไอเอส ก็ถูกทอดทิ้ง จนปล่อยให้ตุรกีโจมตีพวกเขาอย่างที่เป็นอยู่ โดยเมื่อว่าถึงการสู้รบกับไอเอสนั้น ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดต้องพลีชีพในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายดังกล่าวไปจำนวนนับหมื่นคน

ทางด้านความคิดเห็นของชาวสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ในซีเรีย ก็ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 56 ไม่เห็นด้วยที่ให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากซีเรีย ยิ่งเมื่อเกิดโจมตีต่อชนกลุ่มชาวเคิร์ดโดยตุรกีข้างต้น ก็ทำให้พวกเขาพาหวั่นเกรงว่า สมาชิกกลุ่มไอเอสที่กระจัดกระจายกบดานในพื้นที่ต่างๆ อาจฉวยโอกาสนี้ รวมพลพรรคกันในซีเรีย แล้วกลับมาเป็นภัยอันตรายเขย่าขวัญโลกได้อีกครั้ง

กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่เคยครอบครอบพื้นที่ส่วนต่างๆ ซีเรียก เมื่อไม่กี่ปีก่อน ก่อนถูกกวาดล้างไป (เอเอฟพี)