"บิ๊กตู่" ยอมรับ​ พยายามปรับตัวให้ทันสมัย​ ฟังคนด่าแต่ไม่อยากโมโหใคร​ ลั่น​ เป็นนายกฯสู้ความยากจน​ ลากทุกคนไปด้วยกัน​ "รถไฟขบวนที่ 12 ของลุงตู่" ชี้​ประเทศตอนนี้เหมือนมีไฟช็อตคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่​

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวภายหลังเยี่ยมชมภารกิจสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและมอบนโยบายกับกลุ่มสตาร์ทอัพ ตอนหนึ่ง ว่า​ วันนี้มีความสุขอีกวันที่ได้มาพบกับทุกคน​ แต่เมื่อเช้าก็สุขบ้าง ทุกข์​บ้างเพราะเรื่องเยอะ​ แต่เวลานี้ได้มาหาและพบกับอนาคต​ของประเทศ​ ซึ่งตนพยายามจะทำทุกอย่างโดยยึดว่าวันข้างหน้าเราจะอยู่กันอย่างไร​ เพราะปัจจุบันเราต้องใช้ทั้งเทคโนโลยี​และนวัตกรรม​ เพราะโลกวันนี้เป็นศตวรรษ​ที่​ 21​ เราต้องปรับทั้งคนและเครื่องมือ​ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าอุปสรรค​ยังมีมาก​ เพราะคนไทยมีกว่า 70 ล้านคน ซึ่งผิดกับบางประเทศมีคนเพียงนิดเดียว​ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากร​ก็ได้​ ประเทศเรามีทรัพยากรทุกอย่าง แม้ว่าจะน้ำท่วมฝนแล้งบ้างก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่เราต้องทำให้คนไทยเรียนรู้ให้ได้โดยใช้เอไอ(ปัญญาประดิษฐ์)​ แต่บางอย่างต้องใช้เวลา​ ไม่มีอะไรที่คิดวันนี้แล้วทำพรุ่งนี้ได้ทันที​ ทุกอย่างจึงต้องมีความเชื่อมโยง​

นายกฯ กล่าวว่า หลายคนเกิดมาแล้วเห็นทุกอย่าง​ มีทั้งถนน รถไฟ​ จึงคิดว่าทุกอย่างต้องดีกว่านี้​ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้คือความรักประเทศ​ การช่วยกันร่วมมือซึ่งวันนี้เราก็ต้องรวบรวมมาทั้งหมดทั้งเรื่องกฎหมายและต้องย้อนกลับมาดูว่าเราควรจะต้องเคารพกฎหมายก่อนหรือเปล่า​ กฎหมายฉบับใดถ้ามีปัญหาก็มาพูดคุยกัน​ สามารถแก้ไขได้​ทั้งหมดเพราะกฎหมายก็ร่างโดยมนุษย์​ การแก้ก็แก้ด้วยระบบกลไก​ ทุกอย่างมันก็จบ​ ถ้ามัวแต่พูดกันอย่างนี้​ ทุกอย่างก็คงไม่เกิดและไม่จบ​ เราต้องเอาเวลาไปคิดอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กันบ้าง แค่นี้ก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว นายกฯพยายามปรับตัวเองให้ทันสมัย แต่ก่อนเป็นทหารอย่างเดียว วันนี้มาเป็นนายกฯก็ต้องเป็นอีกแบบ​ ไม่ใช่การบังคับบัญชาเพื่อไปรบ แต่เป็นการสู้กับความยากจน เราต้องนึกถึงเกษตรกร คำนึงถึงผู้มีรายได้น้อย​ คนที่ขาดโอกาส จะทำอย่างไรให้เข้าถึงในสิ่งเหล่านี้คือรัฐบาลมีหน้าที่ในการสร้างโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่มันเท่าเทียมคือจะดูแลผู้มีรายได้น้อยอย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราคิดหากแพงเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ต้องเอาปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ราคาถูกลง​ นี่คือสิ่งสำคัญ​ เพราะเรายังไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยี​ เพราะฉะนั้นเราต้องลากกันไปให้หมด​ รถไฟขบวนที่ 12 ของลุงตู่​ 5 ปีที่ผ่านมามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่ไปพร้อมกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูป ซึ่งการใช้ไอทีนั้นเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบราชการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ขอให้ไปอ่านดูบ้าง ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลทำ

นายกฯ​กล่าวว่า​ เมื่อวันก่อนตนเดินทางไปพบนักศึกษาในต่างประเทศ​ เขาถามว่าตนเตรียมอะไรไว้ให้เขาบ้าง ตนก็บอกว่านี่ไงประเทศไทยมีอีอีซี มีข้าราชการรุ่นใหม่ แต่ ข้าราชการส่วนใหญ่ก็เงินเดือนน้อย​ ก็ต้องดูว่าจะมีเฉพาะสาขาได้หรือไม่​ ขณะนี้เหมือนไฟช็อตกันอยู่ระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าบางทีก็ไม่ทันเทคโนโลยี คนรุ่นใหม่จะทำอย่างไรให้คนรุ่นเก่าคล้อยตามซึ่งตนตลอด 5 ปีก็ไม่ใช่ว่าไม่ฟังใครเลย เวลาด่าก็ด่า​จัง​ ตนไม่อยากโมโหใครทั้งสิ้น ขณะเดียวกันต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนและปัญหาอยู่ตรงไหน

ปัญหาสำคัญคือความเป็นอยู่ของประชาชนทุกอาชีพ นี่ยังไม่ทำงานก็มีหนี้สินแล้ว เพราะทุกคนพยายามหาความสะดวกสบายให้ได้มากที่สุด ซึ่งตนเห็นถึงความตั้งใจของทุกคน สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือการจูงมือไปด้วยกัน รัฐบาลพยายามใช้ในสิ่งที่ทุกคนคิด 5 ปีที่ผ่านมา มัวแต่คิดแต่ต้นแบบไม่ได้ ต้องสามารถหยิบจับได้แล้วและต้องนำไปสู่การผลิตแล้ว​ หากรวมกลุ่มกันขึ้นมาก็จะสามารถทำให้รัฐบาลส่งเสริมได้ตรงกลุ่ม​ รัฐบาลจะได้ชี้เป้า วันนี้ต้องบริหารข้อมูลด้วยบิ๊กดาต้า​ ช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องบุคลากรลงได้มาก ไม่เช่นนั้นก็บริหารไม่ได้​ถ้าต้องใช้คนหรือเจ้าหน้าที่เยอะกว่านี้​ มันไม่จำเป็นแล้ว

จากนั้น นายกฯได้รับฟังข้อเสนอจากตัวแทนกลุ่มสตาร์ทอัพ โดยช่วงหนึ่ง มีข้อเสนอเรื่องอธิปไตยด้านการลงทุนหรือการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งทันทีที่นายกฯได้ยินคำว่าอธิปไตย​ ก็ได้หันหลังมาพูดกับทุกคนว่า​ "อธิปไตยไม่ต้องกลัว​ ยังเป็นของประเทศไทยอยู่"