ด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยีในทุกวงการอุตสาหกรรม จึงทำให้รูปแบบธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งธุรกิจโรงแรมก็เป็นหนึ่งในอุตสาหรรมท่องเที่ยวที่มีบทบาทสำคัญ เพราะฉะนั้น นายดักลาส มาร์เทล ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กลุ่มบริษัทโรงแรมสัญชาติไทย จึงได้สะท้อนแผนการตลาดทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศได้อย่างชัดเจน

เจาะกลุ่มเป้าหมายตรงจุด

โดย นายดักลาส มาร์เทล ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า การตลาดในปีหน้า จะมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรใหม่ เพื่อวางตำแหน่งทางการตลาดของโรงแรมในแต่ละแห่งให้มีความชัดเจน เพื่อนำไปสู่ระบบการตลาดของออนิกซ์กรุ๊ปอย่างเป็นรูปแบบ เจาะกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ได้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งจำเป็นต้องใช้การสื่อสารผ่านระบบโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ตำแหน่งทางการตลาดของกลุ่มโรงแรมภายในเครือมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มุ่งลงทุนพัฒนาโครงการในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการขยายเครือข่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ยังตั้งรับสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ด้วยการเปิดสำนักงานสาขาในเซี่ยงไฮ้ เพื่อรุกตลาดในประเทศจีน พร้อมดึงชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย

อีกทั้งยังเพิ่งเปิดบริการ โรงแรมชามา จื่อจินกั่ง หางโจว เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในบริเวณเขตตะวันตกของเมืองหางโจว ไม่ไกลจากสำนักงานใหญ่ อาลีบาบา และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ด้วยจำนวนห้องพักทั้งหมด 384 ห้อง พร้อมทั้งยังขยายแบรนด์ชามาฮับ เน้นแนวคิดสตูดิโอ ลิฟวิ่ง โมเดิร์นอีก 2 แห่งในจีน คือ ชามา ฮับ นิว ซิตี้ ฉางชุน 209 ห้อง และชามา ฮับ ไหโขว่ ไห่หนาน 133 ห้อง รวมโรงแรมในประเทศจีนที่เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 4 แห่ง"

มุ่งยกระดับคุณภาพโรงแรม

ซึ่ง นายดักลาส ยังกล่าวถึงโรงแรมในไทย ว่า มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพโรงแรมเป็นสำคัญ โดยเริ่มจากโรงแรมที่เป็นเจ้าของ โดยช่วงที่ผ่านมาได้ใช้งบไปประมาณ 5 พันล้านบาท เพื่อรีโนเวตโรงแรม 4 แห่ง ได้แก่ อมารี พัทยา อมารีสมุย อมารี ภูเก็ต อมารีวอเตอร์เกท (ประตูน้ำ) เพื่อ สร้างมาตรฐานการบริการ รวมถึงรูปแบบของโรงแรมให้พันธมิตรทางการค้าได้สัมผัส และเข้าใจถึงระดับมาตรฐานของโรงแรมในกลุ่ม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และในปี 2563 ยังตั้งงบ 1.4 พันล้านบาท ในการปรับปรุงโรงแรมอมารี วอเตอร์เกท เพิ่มเติมด้วย

ด้านโรงแรม อมารี พัทยา ที่ได้ปรับปรุงใหม่รับเทรนด์การท่องเที่ยวและการเติบโตจากการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) เพิ่งเปิดให้บริการ มุ่งเน้นกลุ่มครอบครัว และตลาดไมซ์ โดยในพื้นที่เดียวกันมีโรงแรมโอโซ่ พัทยาอยู่ระหว่างการพัฒนาด้วยจำนวน 406 ห้องด้วย ส่วน ขณะที่ โอโซ่ ภูเก็ต เปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ บริเวณหาดกะตะ 255 ห้อง ทำให้ปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้แบรนด์โอโซ่ที่เปิดให้บริการแล้ว 5 แห่ง

สำหรับโรงแรมในไทยที่ออนิกซ์รับบริหาร เช่น อมารีโวค กระบี่ ยังอยู่ระหว่างรีโนเวต เพื่อรักษาคุณภาพของแบรนด์หลังจากโรงแรมเปิดให้บริการมากว่า 10 ปี ดังนั้นในปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ภายใต้การรับบริหาร ที่เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 50 แห่ง จำนวน 8,000 ห้อง ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว มาเลเซีย มัลดีฟส์ กลุ่มประเทศเกรทเทอร์ไชน่าบังกลาเทศ และศรีลังกา และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกกว่า 20 แห่ง จาก 3 แบรนด์หลัก คือ อมารี ชามา (บริหารเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์) และโอโซ่

ขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ นายดักลาส กล่าวต่อว่า ได้ตั้งเป้าขยาย เครือข่ายการรับบริหารโรงแรมในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องภายใต้เป้าหมายที่จะขับเคลื่อนให้ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ เป็นบริษัทขนาดกลางที่เป็นผู้นำด้านการรับบริหารโรงแรมที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยภายในปี 2567 จะมีโรงแรมภายใต้การบริหารทั้งหมด 99 แห่ง ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว 50 แห่ง และอีก 5 ปีข้างหน้าน่าจะเพิ่มโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้การบริหารได้อีก 49 แห่ง และในเวลานี้มีโรงแรมที่เซ็นสัญญาและอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้วกว่า 20 แห่ง ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ล่าสุด ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เข้า ไปรับบริหารโรงแรม อมารี นิเซโก๊ะ ซึ่งเป็นการลงทุนของบริษัทเมโทรโพลี โฮลดิ้งส์ จำกัด นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง ที่เป็นการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูส เป็นโรงแรม ที่มีจำนวน 126 ห้อง โดยจะเปิดให้บริการในปี 2567 นอกจากนี้ยังตั้งเป้าขยายแบรนด์โรงแรมในประเทศ จีน มาเลเซีย ศรีลังกา ลาว และไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย สำหรับรายได้ในปัจจุบันมีสัดส่วนจากโรงแรมในเครือที่บริษัท เป็นเจ้าของเองกับโรงแรมในเครือที่บริหารจัดการภายใต้สัญญารับบริหารอยู่ที่ 50% ต่อ 50% และคาดว่าภายในปี 2567 สัดส่วนรายได้โรงแรมจากที่เป็นเจ้าของเองจะอยู่ที่30% โรงแรมที่รับจ้างบริหารจัดการอยู่ที่ 70%