สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page ได้โพสต์สาระดาราศาสตร์น่ารู้ เราแยก #ดาวเคราะห์ กับ #ดาวฤกษ์ บนท้องฟ้าได้อย่างไร ?

“เราสามารถแยกดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์ในยามค่ำคืนได้คร่าวๆ 2 วิธีคือ สังเกตจากการกะพริบ และ สังเกตการเปลี่ยนตำแหน่งของดาว

เราจะแยกดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์จากการกะพริบได้อย่างไร ?

สำหรับคนที่ดูดาวเป็นประจำจะทราบว่า แสงของดาวเคราะห์นั้นจะกะพริบน้อยกว่าดาวฤกษ์ (จริงๆ ก็กะพริบทั้งคู่) เนื่องจากดาวฤกษ์ห่างไกลจากโลกมาก แสงที่เดินทางมายังโลกจึงปรากฏเป็นจุดลำแสงขนาดเล็กแม้จะส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์แล้วก็ตาม เมื่อปะทะกับชั้นบรรยากาศโลกที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากันและอากาศเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แสงจึงเคลื่อนไหวตามมวลอากาศ (คล้ายกับจุดแสงที่กระเพื่อมบนน้ำ) ทำให้เรามองเห็นดาวฤกษ์กระพริบถี่กว่า

ส่วนดาวเคราะห์อยู่ใกล้โลกมากกว่าดาวฤกษ์ แสงของดวงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดาวเคราะห์จึงมีลักษณะเป็นลำแสงที่มีขนาดกว้างกว่า ส่งผลให้เห็นรูปร่างของดาวเคราะห์เมื่อสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ ลำแสงที่กว้างนี้ ยังทำให้แสงดาวเคราะห์นิ่งกว่าด้วย เราจึงเห็นดาวเคราะห์กะพริบน้อยกว่าดาวฤกษ์

แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับมวลอากาศและตำแหน่งปรากฏของดาวเคราะห์ด้วย หากดาวเคราะห์ปรากฏบริเวณใกล้ขอบฟ้าซึ่งมีความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศมากกว่า ก็จะมีโอกาสเห็นการกะพริบได้มากกว่าดาวเคราะห์ที่ปรากฏอยู่กลางศีรษะที่ชั้นบรรยากาศสงบกว่า

เราจะสังเกตการเปลี่ยนตำแหน่งของดาวได้อย่างไร ?
หากเราสังเกตท้องฟ้าทุกคืนที่ตำแหน่งเดียวกันจะพบว่า มีดาวบางดวงเปลี่ยนตำแหน่งปรากฏ แตกต่างจากดาวดวงอื่น ดาวดวงนั้นคือดาวเคราะห์นั่นเอง เนื่องจากดาวเคราะห์อยู่ในระบบสุริยะเช่นเดียวกับโลก ด้วยระยะทางที่ใกล้กว่า ดาวเคราะห์จึงมีตำแหน่งปรากฏไม่คงที่เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ จึงเป็นที่มาของคำว่า Planetes ซึ่งแปลว่า ผู้พเนจร

การใช้กลุ่มดาวจักรราศีทั้ง 12 กลุ่ม ช่วยสังเกตการณ์ จะทำให้แยกดาวเคราะห์จากดาวฤกษ์ได้ง่ายขึ้น เพราะดาวเคราะห์เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวจักรราศีทั้ง 12 กลุ่มเท่านั้น เราจึงสังเกตเห็นดาวเคราะห์ได้เฉพาะบริเวณแนวเส้นสุริยะวิธีเท่านั้น ไม่สามารถเห็นดาวเคราะห์ที่บริเวณขั้วฟ้าเหนือและขั้วฟ้าใต้ได้

เรียบเรียง : กฤษดา รุจิรานุกูล - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :
[1] หนังสือ เอกภพ โดย วิภู รุโจปการ
[2] หนังสือ ทวิตภพสยบจักรวาล โดย มาร์คัส โชวน์ และ โกเวิร์ท ชิลลิ่ง
[3] หนังสือ Bad Aatronomy โดย อาจวรงค์ จันทมาศ”

ภาพจาก สดร.