ถือเป็นอีกภัยร้ายที่คอยเขย่าขวัญโลก จนต้องระแวดระวังกันอีกประการหนึ่ง

สำหรับ “ก่อการร้าย” มหันตภัย ที่ผู้สันทัดกรณีล้วนชี้ว่า อย่ามองข้าม เพราะเมื่อมีปฏิบัติการกันเมื่อไหร่ เป็นได้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ให้ต้องขวัญหนีดีฝ่อกันเมื่อนั้น

ดังเช่นที่ผ่านมา ที่ภัยก่อการร้าย มีปฏิบัติการช็อกโลกกันในหลายภูมิภาค

ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา แอฟริกา กระทั่งเอเชียตะวันออกเฉียใต้ อุษาคเนย์เรา ส่วนตะวันออกกลาง แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นภูมิภาคต้นกำเนิดของบรรดากลุ่มก่อการร้ายทั้งหลาย เช่น กลุ่มอัลกออิดะฮ์ กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส (IS : Islamic State) หรือที่หลายคนเรียกว่า ไอซิส (ISIS : Islamic State in Iraq and Syria) เป็นอาทิ

ด้วยประการฉะนี้ หลายประเทศได้เกิดความตระหนัก พร้อมส่งเสียงเพรียกเตือน และมีมาตรการสำหรับเฝ้าระวังป้องกันเป็นประการต่างๆ

อย่าง “มาเลเซีย” เจ้าของฉายา แดน “เสือเหลือง” ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกับไทยเรา ก็ได้มีมาตรการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายมานานหลายขวบปีแล้ว โดยมีรายงานว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยาฯ กันมาเลยก็ว่าได้ แต่มายกระดับ “เข้มข้น” เมื่อไม่กี่ขวบปีมานี้ หลังเกิดการขบวนการ “ไอเอส” หรือ “ไอซิส” เขย่าโลกขึ้น ใน “สงครามอิรัก” และ “สงครามกลางเมืองซีเรีย”

ก่อนที่มายกระดับเฝ้าจับตามองที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นระดับสูงสุด เมื่อขบวนการ “ไอเอส” หรือ “ไอซิส” ถูกกำราบทั้งในอิรักและซีเรีย จนส่งผลให้พวกนักรบจีฮัด ซึ่งเป็นสมาชิกฝ่ายติดอาวุธ หรือกองกำลังติดอาวุธของทางกลุ่ม ต้องแตกกระสานซ่านเซ็น จากอิรักและซีเรีย ไปยังประเทศ ภูมิภาคต่างๆ

อาทิ ลิเบีย อัฟกานิสถาน และบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ฟิลิปปินส์ ที่มาราวี บนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างสมุนไอเอสกับทหารกองทัพรัฐบาลฟิลิปปินส์นานนับเดือน โดยมีรายงานว่า พวกไอเอสหวังใช้เมืองของแดนตากาล็อกแห่งนี้ เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของพวกเขาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

นอกจากฟิลิปปินส์แล้ว ก็มี “มาเลเซีย” ซึ่งคลอดมาตรการเพื่อยกระดับเฝ้าระวังการเข้ามาคุกคามของสมุนไอเอสที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

โดย “ตัน สรี ดาโต๊ะ สรี โมฮัมหมัด ฟูซี บิน ฮารุน” ซึ่งดำรงตำแหน่ง “ผบ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย” เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สมุนไอเอส หรือไอซิส ที่แตกทัพมา ก็หวังจะใช้ “มาเลเซีย” เป็น “แดนสวรรค์อันปลอดภัย (Safe Haven)” ของพวกเขา

ทั้งนี้ “แดนสวรรค์อันปลอดภัย” ที่ว่า ก็เป็นไปทั้ง “ทางผ่าน (Transit)” และ “การขนส่งลำเลียง” ในระดับ “ศูนย์กลางทางโลจิติกส์ (Logistics Centre)” เขาเหล่าไอเอสแตกทัพกันเลยทีเดียว โดยทาง ผบ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เน้นย้ำว่า ข้อมูลข้างต้นมาจากการสืบสวย สอบสวน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของตำรวจปฏิบัติการพิเศษแห่งมาเลเซีย

นายโมฮัมหมัด ฟูซี บิน ฮารุน ยังเผยถึงผลการสอบปากคำจากสมาชิกก่อการร้ายไอเอสที่ถูกจับกุมในมาเลเซียก่อนหน้านี้ด้วยว่า พวกวายร้ายเหล่านี้ แทรกซึมเข้ามาในมาเลเซียด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่

การใช้วิธีแต่งงานกับสตรีท้องถิ่นในมาเลเซีย เพื่อให้ได้ “วีซ่าแต่งงาน” หรือ “วีซ่าติดตามภรรยา” ซึ่งจะทำให้พวกไอเอส สามารถพำนักอาศัยอยู่ในมาเลเซียได้

การใช้ด้านการศึกษาบังหน้า เช่น ทำทีว่าเข้ามาเพื่อศึกษาต่อ หรือเป็นอาจารย์ ในสถาบันการศึกษาต่างๆ

เมื่อพำนักอยู่ในมาลเซียได้แล้ว พวกเขาก็จะใช้เป็นสถานที่วางแผนเตรียมเพื่อการก่อเหตุร้ายใหญ่ในประเทศต่าง หรือแม้กระทั่งในมาเลเซียเองต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อว่ากันถึงมาตรการสำหรับรับมือกับภัยก่อการร้ายเหล่านี้ ทางการมาเลเซีย ก็จัดการด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ของพวกเอง รวมการร่วมมือกับชาติต่างๆ

ล่าสุด ทางการมาเลเซีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” ซึ่งมีกำหนดการเดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก็จะถือโอกาส หารือกับทางการสหรัฐฯ เพื่อทำความตกลงในความร่วมมือว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายกับสหรัฐฯ หลังจากที่มอบหมายให้นายมูฮ์ยิดดิน ยัสซิน รัฐมนตรีมหาดไทย เดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ กันก่อนหน้า