เรื่อง/ภาพ : พัชรพรรณ โอภาสพินิจ

ล่องเรือมา . . . หารัก เฮ้อ เออ สักคน . . . เสียงเพลงนี้ แว่วลอยเข้าโสตประสาททันทีที่เราก้าวลงเรือนำเที่ยวลำใหญ่โต บริเวณท่าเรือตาพะเยา ต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา ที่สามารถจุคนได้เกือบ 100 คน รอบนี้ทางศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 (ศปป. 5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เมืองหมอกงามยามเช้า ล่องเรือบนผืนน้ำเขื่อนบางลาง ประตูสู่ผืนป่าฮาลาบาลา ตามโครงการสื่อมวลชนสัญจร ซึ่งไม่ได้จะไปหารักที่ไหน แต่จะพาไปหาธรรมชาติบนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผืนป่าฮาลาบาลา หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา – บาลา เป็นผืนป่าที่ประกอบด้วย 2 ผืนป่าคือ “ป่าฮาลา” ครอบคลุมพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และ “ป่าบาลา” ที่ครอบคลุมพื้นที่ อ.แว้ง และอ.สุคิริน จ.นราธิวาส โดยหากเราเดินทางเข้าผืนป่าแห่งนี้ทางอ.เบตง ก็จะเรียกว่า “ป่าฮาลาบาลา” แต่ถ้าเราเดินทางเข้าจากฝั่ง อ.แว้ง หรืออ.สุคิริน ก็จะเรียกว่า “ป่าบาลาฮาลา” แต่ความหมายโดยรวมของคำว่าฮาลาบาลา หรือบาลาฮาลา ก็คือ “ให้แล้วๆ ไป”

ทั้งนี้ ป่าแห่งนี้เป็นมีสภาพเป็นป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเมืองร้อนที่อุดมสมบูรณ์ มีความชื้นสูงตลอดทั้งปี มีลำน้ำไหลผ่าน ถือได้ว่าเป็นผืนป่าดิบชื้นที่กว้างขวางและใหญ่ที่สุดของคาบสมุทรมลายู จนได้ฉายาว่าเป็น "แอมะซอนแห่งอาเซียน"

สำหรับเส้นทางที่เป็นประตูสู่ป่าฮาลาบาลนั้นก็คือล่องเรือไปบนผืนน้ำของเขื่อนบางลาง ซึ่ง “อารี ซาเมาะ” หรือ “บังรี” ผู้จัดการเรือ ที่พ่วงตำแหน่งไกด์ท่องถิ่น เล่าให้เราฟังถึงประวัติเขื่อนบางลาง ว่า เดิมทีบริเวณใต้ผืนน้ำของเขื่อนแห่งนี้จะมีหมู่บ้านอยู่ ชื่อว่า “บ้านโต” แต่เมื่อมีการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นก็มีการอพยพชาวบ้านไปอยู่ในพื้นที่อื่น แต่ก็ยังมีเศษซากจากสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เหลือไว้เป็นความทรงจำ ยิ่งตอนเวลาน้ำลดเราจะเห็นทั้งมัสยิด กุโบร์ บ้านเรือนประชาชน รวมถึงตอไม้อีกมากมาย เขื่อนบางลางแห่งนี้ สร้างเสร็จเมื่อปี 2523 ใช้งานจริงในปี 2524 เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำในพื้นที่ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ได้แก่อ.บันนังสตา ธารโต และเบตง

ซึ่งระหว่างทางที่เราล่องเรือไปนั้น เมื่อทอดสายตาชมวิวธรรมชาติออกไปก็จะพบกับผืนป่าสีเขียว ที่ยังคงมีสายหมอกจางๆ ล่องลอยคลอเคลียอยู่บนยอดเขา ท้าทายสายแดดอ่อนๆ ยามเช้า ยิ่งเมื่อเงยหน้าสูงขึ้นไปบนผืนฟ้า ก็จะพบกับท้องฟ้าสีคราม ที่นานๆ ทีจะมีนกบินโฉบเฉี่ยวอยู่ไกลๆ ให้พอได้เดาเล่นกันเพลินๆ ว่ามันคือนกอะไร เมื่อทายกันจนเมื่อยคอก็ก้มลงมามองผืนน้ำ ซึ่งเราจะพบกับ “ปลากระโดด” ตัวเล็กตัวน้อยที่แข่งกันกระโดด ราวกับว่าเดินทางไปพร้อมกับเรือของเราด้วย ซึ่งกระโดดไปกระโดดมาจนกลายมาเป็นสินค้าของชาวบ้านที่นี่ นั่นคือปลากระโดดตากแห้ง นอกจากนี้ยังมีปลาส้มที่ทำจากปลาในเขื่อนแห่งนี้อีกด้วย

เมื่อเรือแล่นมาได้สักระยะหนึ่งเราจะพบกับเนินเขากลางน้ำลูกหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเรียกกันว่า “เกาะทวด” เป็นที่นิยมของทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซีย และชาวสิงคโปร์ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลย์ที่นิยมเช่าเรือแวะมากราบไหว้ ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้ และมีเศรษฐกิจทางการท่องเที่ยวดีขึ้นด้วย

“บังรี” เล่าถึงประวัติของเกาะทวดแห่งนี้ว่า นักท่องเที่ยวบางคนที่ยังไม่เคยเข้ามาเที่ยวที่นี่ อาจเข้าใจผิดว่าเกาะทวดในที่นี้คือหลวงปู่ทวด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเกาะทวดในที่นี้ หมายถึง “ทวดบูเกี๊ยะ” โดยเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่มีมานานแล้วว่าทวดบูเกี๊ยะอาศัยอยู่บนที่แห่งนี้มานาน มีนักท่องเที่ยวมาไหว้ขอพร และได้โชคลาภจากการขอพร จนนักท่องเที่ยวได้สนับสนุน และบริจาคทรัพย์ในการบูรณะจัดสร้างศาลทวดบูเกี๊ยะให้มีสภาพที่ดีขึ้น และทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาจนถึงทุกวันนี้

โดย บังรี แอบกระซิบว่า ใครที่ชื่นชอบเรื่องการขอพร ขอโชคลาภ ต้องไม่พลาดที่จะแวะเกาะทวด ซึ่งเมื่อเราขึ้นไป และดูจากจำนวนเศษซากประทัดที่การันตีถึงจำนวนผู้มาแก้บน หรือจุดถวายแล้วนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะพนมมือขอพรสักข้อสองข้อ เผื่อมีโอกาสแวะมาจุดประทัดถวายกับเขาบ้าง

เรือแล่นต่อมาอีกสักพัก เราก็ถึงที่หมายของเรา นั่นคือฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่ 445 หรือว่าฐานนางนวล (ฐานล่าง) เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ชุดพิทักษ์ป่าพระนามาภิไธย ส่วนที่ 2กองร้อยตชด. ที่ 445 ที่ปฏิบัติงานรักษาผืนป่าแห่งนี้

พร้อมกันนี้เรายังได้มีโอกาสพบกับชาว “มันนิ” หรือ “มานิ” ซึ่งเป็น “ชนเผ่าอัสรี” มีความหมายว่า “ชนเผ่านักสู้” ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเรียกชาวมันนิว่า “ซาไก” ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ชาวมันนิไม่ต้องการให้ใครเรียกเขาแบบนั้น เนื่องจากคำว่าซาไก ทำให้คนอื่นมองพวกเขาว่าแปลกประหลาด

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราสามารถเห็นชาวชนเผ่าอัสรี ที่ออกมาให้การต้องรับนักท่องเที่ยวในบางครั้ง แต่เขาก็ยังคงมีวิถีชีวิตในป่าตามแบบของเขา และค่อนข้างไม่ไว้ใจคนนอก ดังนั้นการเข้าไปเยี่ยมเยียนบางครั้ง ต้องอาศัยคนที่คุ้นเคยกับชาวอัสรี

ส่วนใครที่ต้องการชมกระทิงหรือสัตว์ป่าอื่นๆ จะต้องนั่งเรือหางยาวทวนน้ำคลองฮาลาขึ้นไปยังฐานนางนวล (ฐานบน) ขึ้นไปอีก แต่เรียกว่าคุ้มกับระยะทางแน่ๆ เพราะหากโชคดีก็จะได้พบกับฝูงนกเงือกที่บินอวดโฉมอยู่เหนือผืนป่าอันเป็นบ้านของมันด้วย

ขณะที่ กิจกรรมที่นอกเหนือจากการชมธรรมชาติ และสัตว์ป่าแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมเล่นน้ำ ซึ่งหากมีโอกาสได้ขึ้นไปเล่นน้ำที่ลำธารด้านบน ก็จะพบกับน้ำที่ใสและสะอาดมาก นอกจากนี้ยังมีน้ำตกที่อยู่ในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 ด้วย

“อ.เบตง ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่ในเรื่องของความปลอดภัยนั้น หายห่วงได้ เพราะเบตงเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูง การเดินทางก็สะดวกสบายมากขึ้น ขอให้ได้ลองมาเที่ยวก่อนแล้วจะรู้ว่า ความรุนแรงที่ท่านได้รับรู้จากข่าวสาร หรือโซเชี่ยลมีเดีย อาจเป็นเพียงภาพแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เท่านั้น ซึ่งความจริงเรื่องความปลอดภัยนั้น ท่านจะต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองว่ามันมีความปลอดภัยและสวยงามขนาดไหน” บังรี กล่าวทิ้งท้ายกอนจบทริปนี้

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่สนใจจะมาสัมผัสความงามของผืนป่า “แอมะซอนแห่งอาเซียน” สามารถติดต่อเรือได้ที่ท่าเรือตาพะเยา สันเขื่อนบางลาง และหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 7 ซึ่งจะมีทั้งเรือเล็ก และแพที่ชาวบ้านทำไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยว ส่วนใครที่กังวลเรื่องการเดินทางกลัวว่าจะใช้ระยะเวลานาน หรือถนนหนทางอันคดเคี้ยว ขอบอกว่าอดใจรออีกไม่นาน เพราะจากนี้เรากำลังจะมีสนามบินเบตง ซึ่งคาดว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น