ลานบ้านกลางเมือง/บูรพา โชติช่วง: ใครเดือดเนื้อร้อนใจ ทุกข์ยาก ของหาย จะมาบนบานขออำนาจหลวงพ่อเพชร ช่วยปัดเป่าให้หายพ้นทุกข์

พุทธานุภาพ “หลวงพ่อเพชร” วัดท่าหลวง คู่บ้านคู่เมืองพิจิตร

คนไทยพุทธศาสนิกชน เมื่อเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใดเป็นต้องแวะเข้าวัดนมัสการพระปฏิมาคู่บ้านคู่เมืองประจำถิ่น เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตน
อย่างวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 ก.ย. 62) เดินทางไปเมืองพิจิตร ไปดูชาวพิจิตรแข่งขันเรือยาวกันหน้าวัดท่าหลวง โดยไม่ลืมเข้าไปในพระอุโบสถ กราบไหว้ “หลวงพ่อเพชร” พระปฏิมาคู่บ้านคู่เมืองพิจิตร จากนั้นไปดูประเพณีแข่งขันเรือยาว ประจำปี 2562 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางจังหวัดและเครือข่ายท้องถิ่นร่วมกันจัดแข่งขันขึ้นลำน้ำน่านหน้าวัดท่าหลวง ทุกวันเสาร์–อาทิตย์แรกต้นเดือนกันยายนของทุกปี

ต้องบอกว่าประเพณีแข่งขันเรือยาวที่นี่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้แข่งขันเรือยาวตามแม่น้ำจังหวัดอื่นๆ ขณะที่ชาวพิจิตร นักท่องเที่ยวสู้ไม่ถอยกับอากาศที่ร้อนจัด แดดดี ส่งเสียงเชียร์ ยิ่งนักพากย์ด้วยแล้วเสียงพากษ์รัวเป็นปืนกล ส่วนฝีพายเรือยาวแต่ละลำ บึดจ้ำบึด จ้ำบึด พายตามกระแสลำน้ำน่าน สีแดงขุ่นตามธรรมชาติของน้ำหลากจากป่าเขา

ถ้าว่าไปแล้ว วิถีชีวิตชาวพิจิตรด้านหนึ่งผูกพันอยู่กับลำน้ำน่านสายนี้ ประเพณีการแข่งขันเรือยาวที่นี่มีมาช้านาน ตามข้อมูลเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2450 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาประมาณ 112 ปี ที่ชาวพิจิตรร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรม งานประเพณีอาจกล่าวได้ว่าสนามแข่งขันเรือยาวหน้าวัดท่าหลวง มีชื่อเสียงขจรไกลรู้จักกันทั่วประเทศ ทั้งเป็นการส่งเสริมท่องเที่ยวจังหวัด หนึ่งในเมืองรองของภาคเหนือตอนกลางอีกด้วย

เดินออกจากบรรยากาศแข่งขันเรือยาว มากล่าวถึงวัดท่าหลวง ตามข้อมูลประวัติวัด (สังเขป) ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อใด มีเพียงหลักฐานที่สืบได้ในปี พ.ศ. 2388 เป็นต้นมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ขณะนั้นวัดมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งหลังเมื่อปี พ.ศ. 2492 เกี่ยวกับนามวัดมีเรียกกันหลายนาม เดิมเรียก “วัดราษฎร์ประดิษฐาราม” ต่อมาเรียก “วัดราชดิษฐาราม” และ “วัดท่าหลวง” เป็นชื่อหมู่บ้านเดิมที่วัดนี้ตั้งอยู่ จากนั้นวัดท่าหลวงได้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 7 พฤษาคม พ.ศ. 2529


พระอุโบสถหลวงพ่อเพชร ตามข้อมูลวัด สร้างขึ้นใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมไทย สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2496 เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นปูด้วยหินอ่อน พระอุโบสถหันหน้าไปทางแม่น้ำ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานองค์หลวงพ่อเพชร ส่วนบริเวณรอบพระอุโบสถ มีปูนปั้นรูปหนุมาน ลิง ยักษ์ และต้นไม้ประดับให้ดูสวยงาม

องค์หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปพุทธลักษณะงดงาม ปางมารวิชัย ตามข้อมูลวัด สมัยเชียงแสนรุ่นแรก นั่งขัดสมาธิเพชร ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระอุระ หล่อด้วยโลหะสำริด มีขนาดหน้าตักกว้าง 1.40 เมตร สูง 1.60 เมตร ประทับนั่งบนฐานสูงบัวคว่ำบัวหงายรองรับ เดิมไม่มีซุ้มเรือนแก้ว ต่อมามีผู้ศรัทธาสร้างถวาย

หลวงพ่อเพชร ไม่มีประวัติหรือหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน แต่เชื่อกันว่าสร้างประมาณ พ.ศ. 1660 – 1880 หากนับเวลาการสร้างมาจนถึงปัจจุบันมีอายุ 902 ปี ทั้งมีตำนานเล่าสืบต่อกันมาแต่ครั้งบรรพกาลว่า แม่ทัพจากกรุงศรีอยุธยายกทัพไปปราบขบถที่จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มาหยุดพักทัพที่เมืองพิจิตร เจ้าเมืองพิจิตรได้ปรารภว่า ถ้าปราบขบถเรียบร้อยแล้ว ช่วยหาพระพุทธรูปงามๆ มาฝากสัก 1 องค์ เมื่อเสร็จสิ้นจากปราบขบถแล้ว แม่ทัพจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อเพชรจากวัดจอมทอง (ปัจจุบันคือ วัดพระธาตุศรีจอมทอง) มาด้วย โดยล่องแพมาตามลำน้ำปิง ได้อัญเชิญมาฝากประดิษฐานไว้ที่เมืองกำแพงเพชร แล้วแจ้งให้เจ้าเมืองพิจิตรทราบ

หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง ประชาชนทั่วสารทิศให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใส ดังเห็นได้ในงานประเพณีแข่งขันเรือยาว (และเทศกาลประจำปีของวัดท่าหลวง) พุทธศาสนิกชนพากันมานมัสการกันอย่างเนืองแน่นไม่ขาดสาย หรือแม้กระทั่งในวันเวลาปกติ
กล่าวกันว่าหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปทรงพุทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของเมืองไทย เมื่อใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ทุกข์ยาก ของหาย จะมาบนบานขออำนาจหลวงพ่อเพชร ช่วยปัดเป่า เมื่อพ้นทุกข์จะนำสิ่งของที่มาแก้บน เช่น ไข่ไก่ ตั้งถวายหน้าพระอุโบสถ
พุทธานุภาพ "หลวงพ่อเพชร" พระปฏิมาคู่บ้านคู่เมืองพิจิตร