PTT-KV-DJSI-Online

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 ก.ย.62 ร.ต.อ.กิตติพงษ์ บุญเศรษฐ รอง สว.(สอบสวน) สน.เพชรเกษม ได้รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตายภาย ในบ้านเลขที่ 575/29 หมู่บ้านเพชรเกษม 2 ซอย 2 ถนนเพชรเกษม ซอย 55/2 แขวงหลักสอง เขตบางแค กทม.จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.วุฒิชัย ไทยวัฒน์ ผกก.สน.เพชรเกษม พ.ต.ท.สุนทร มาลาเวช รอง ผกก.(สส.)สน.เพชรเกษม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ สูง 2 ชั้น บริเวณห้องโถงชั้นล่าง พบศพนางวาสนา จันตะ อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านและมีอาชีพค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล สภาพสวมเสื้อแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมถุงเท้าลายการ์ตูนสีขาวแดง มีบาดแผลถูกทำร้ายด้วยของแข็งทั่วร่างกาย นอกจากนี้ยังมีบาดแผลถูกแทงและฟันด้วยอาวุธมีด ส่วนในที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้ จนข้าวของกระจัดกระจายและมีเลือดนองพื้น ใกล้ๆ กับศพพบแผงผับสำหรับขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเปื้อนเลือดของผู้ตายตกอยู่ 1 ชุด มีดพับเปื้อนเลือดความยาวประมาณ 4 นิ้ว ตกอยู่ 1 เล่ม และสากกะเบือหักเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 อัน จึงเก็บรวบรวมรายละเอียดไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวน นางสุทธิมา จันตะ อายุ 46 ปี น้องสาวผู้ตายให้การว่า ปัจจุบันบ้านหลังนี้พี่สาวตนพักอยู่กับสามีคือ นายสมบูรณ์ ทูลธรรมวรกุณ อายุ 54 ปี เพียง 2 คน แต่ก่อนนี้ตนก็เคยอยู่บ้านหลังนี้กับพี่สาวและพี่เขย มานานนับ 10 ปี และเพิ่งย้ายออกไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ปกติผู้ตายกับสามีมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ผ่านมาทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง ประกอบกับไม่มีบุตรด้วยกัน จึงทำให้ทั้ง 2 คน อยู่กันแบบเลิกราแต่ไม่ได้หย่าร้าง มีการแบ่งสมบัติกันทั้งบ้าน รถยนต์และทรัพย์สินต่างๆ โดยนำไปฝากไว้ในตู้เซฟธนาคาร โดยทีแรกทรัพย์สินในตู้เซฟนั้น ทางพี่เขยได้ยกให้พี่สาวตนทั้งหมด แต่มาระยะหลังๆ ทราบว่าพี่เขยจะขอทวงทรัพย์สินบางส่วนในตู้เซฟคืน จนเกิดการขัดแย้งกันรุนแรง มีญาติฝ่ายพี่เขยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีการขู่ฆ่าจะทำร้ายร่างกายพี่สาวตนและมีการแจ้งความดำเนินคดีกันเกิดขึ้น ทำให้ตนต้องตัดสินใจย้ายออกไปอยู่ข้างนอก เพราะไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องครอบครัว

“ก่อนที่ตนจะย้ายออกไปตนได้ฝากฝังกับเพื่อนบ้านและ รปภ.ของหมู่บ้านเอาไว้ ว่า หากมีการทะเลาะเบาะแว้งกันเกิดขึ้นที่บ้านขอให้โทรศัพท์ไปบอกตนด้วย เนื่องจากเกรงว่าพี่สาวจะได้รับอันตราย จนกระทั่งบ่ายวันนี้มีชาวบ้านโทรศัพท์ไปบอกว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุพบนายทรงธรรม ทูลธรรมวรกุณ อายุ 63 ปี พี่ชายนายสมบูรณ์ สามีของพี่สาว ขับรถยนต์มาที่บ้าน จากนั้นได้ยินเสียงนางวาสนา ทะเลาะกับนายทรงธรรม จนดังลั่น ก่อนที่นางวาสนา จะส่งเสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย พอสักพักก็เห็นนายทรงธรรม ขับรถยนต์ออกจากบ้านไปด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีผู้เข้าไปดูก็พบว่า พี่สาวถูกฆ่าตายไปแล้ว” นางสุทธิมา กล่าว

ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. วันเดียวกัน นายทรงธรรม ทูลธรรมวรกุณ อายุ 63 ปี ผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปที่ สน.เพชรเกษม เพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมให้การว่า ตนเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าน้องสะใภ้จริง โดยตนมีอาชีพขายข้าวมันไก่ อยู่ที่ จ.สมุทรสาคร ก่อนหน้านี้ตนมีทรัพย์สินเป็นนาฬิกา ทองรูปพรรณ และเครื่องเพชร มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สะสมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ต่อมาทราบว่า นายสมบูรณ์ น้องชายตนซึ่งเป็นสามีผู้ตาย มีตู้เซฟอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ตนจึงนำทรัพย์สินของตนมาฝากไว้ในตู้เซฟของน้องชาย กระทั่งมารู้ภายหลังว่าน้องชายกับนางวาสนา เลิกราโดยไม่มีการหย่าร้าง แต่กลับมอบกรรมสิทธิ์ตู้เซฟและทรัพย์สินทั้งหมดในตู้เซฟให้เป็นของฝ่ายภรรยา

“ตนทราบดังนั้นจึงพยายามทวงทรัพย์สินที่เคยฝากไว้คืนจาก นางวาสนา ตั้งแต่ช่วงปี 2560 กลับถูกนางวาสนา บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ตนจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม เรื่องการยักยอกทรัพย์ เป็นคดีความกันมาถึงทุกวันนี้ กระทั่งวันนี้เข้าไปทวงทรัพย์สินที่บ้านอีกและเห็นนางวาสนา นำนาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งเป็นของตนมาใส่ทำให้เกิดทะเลาะกัน โดยต่างฝ่ายต่างทำร้ายกัน ตนนั้นถูกนางวาสนา ใช้แผงขายสลากกินแบ่งและสากกระเบือตี ประกอบกับนางวาสนา พยายามหยิบมีดทำครัวพุ่งเข้าหาตน ตนจึงพลั้งมือชักมีดพับที่ติดตัวไว้จากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ออกมาแทง นางวาสนา ตามร่างกายไปหลายแห่งแล้วขับรถหลบหนี ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ” นายทรงธรรม กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.วุฒิชัย กล่าวว่า จากการสอบปากคำ นายทรงธรรม ในเบื้องต้น พอทราบพฤติการณ์การก่อเหตุแล้ว หลังจากนี้ตนจะนำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุเพื่อยืนยันคำรับสารภาพ ก่อนแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคุมตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป