เพจเฟซบุ๊ก Peace News โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงคดี "บิลลี่" ระบุข้อความว่า... เมื่อ 10 ก.ย. 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม กล่าวอย่างไม่พอใจคำถามสื่อถึงกรณีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ในวันที่ 18 กันยายน มีความหวั่นไหวหรือไม่ ว่า ถามกันอีกแล้วในเรื่องวันที่ 18 กันยายน ยืนยันตนไม่หวั่นใครทั้งสิ้น

“จะต้องไปหวั่นทำไม ในเมื่อผมทำของผม ผมรับผิดชอบของผม และผมก็ทำโดยเจตนาบริสุทธิ์ของผม เพราะฉะนั้น ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ต้องว่ากันไป เรื่องของสภาก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา ผมคิดว่าสภาเขาก็รู้ บรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเขาก็รู้กันดีอยู่ เพราะเขามาจากหลายฝ่าย อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ ก็คิดว่าทุกคนเองก็คงไม่ชอบ”

พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่า หลายคนต้องการทำให้สภาเป็นที่ยอมรับ เพราะฉะนั้นน้ำดีมีมากกว่าน้ำไม่ดี สุดแล้วแต่ว่าใครจะดีหรือไม่ดี ก็เป็นเรื่องของสังคมและประชาชนที่จะตัดสินเอาเอง เพราะเป็นคนเลือกบุคคลเหล่านี้มาทั้งหมด

ส่วนโพลระบุผลงานรัฐบาลว่า สอบตกนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะสอบได้ สอบตก ตนก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลที่ผ่านมาจะสอบได้สักกี่รัฐบาล เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทับซ้อนกันมายาวนาน ต้องไปดูว่าปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขมากน้อยเพียงใด ทั้งในรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ซึ่งในหลายหน่วยงานไม่เคยได้รับการแก้ไขมาเลย

“เมื่อเราเข้ามา 5 ปีแล้ว มาทำต่อปีแรก ก็แก้กันต่อไป ทุกอย่างสถานการณ์เป็นตัวกำหนด ปัจจัยภายใน ภายนอก เป็นตัวกำหนด อย่าพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องกันอยู่เหมือนเดิม เป็นการโจมตีรัฐบาล ไม่เป็นธรรมกับผมเท่าใด ต้องย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมา เกิดปัญหาอะไรบ้าง ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว”
รวมทั้ง ระบุว่า วันนี้ปัญหาด้านเศรษฐกิจก็มี ความขัดแย้งภายในประเทศก็มี ประชาธิปไตยของเราก็มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาให้ได้ ตนคิดว่าคนไทยทั้งประเทศคงไม่ยอมให้ใครมาทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงรัฐบาลผสมหลายพรรคทำให้นโยบายด้านเศรษฐกิจไม่มีเอกภาพ ว่า ตนไม่ขอตอบตรงนี้ ต้องไปดูว่าโพล (นิด้าโพล) ทำมาจากใคร ใครเป็นคนตอบ วันนี้เราเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐมนตรีมาจากหลายพรรคการเมือง หลายภาคส่วน แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก็ทำงานภายใต้กรอบการทำงานของรัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ

ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นการเฉพาะ ซึ่งเดิมเรามี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ท่านเดียวเป็นฝ่ายเศรษฐกิจ วันนี้ก็มีหลายท่าน เป็นเหตุผลที่ตนจำเป็นต้องเป็นนั่งเป็นประธาน ครม. เศรษฐกิจ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แล้วนำมาเข้า ครม.ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เลย ที่ว่าเป็นแนวคิดไม่มีเอกภาพ มันคือการตกผลึกกันมาในชั้นต้นแล้ว นำมาให้ ครม.ได้รับทราบและเห็นชอบร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง นี่คือความเป็นเอกภาพของเรา