นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กระบุว่า
5 ก.ย.2562 ผู้เขียนได้รับเชิญจากสถาบันยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมประชุมการต่อต้านทุจริตแห่งประเทศมาเลเซียและเสนอข้อคิดต่อที่ประชุมร่วมกับผู้แทนจากมาเลเซียคือ Dato’Azri Bin Ahmad Deputy Director of Integrity&Standard Compliance Department,ผู้แทนจากฮ่องกงคือ Tony Kwok Man-Wai อดีตผู้ช่วยกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งฮ่องกง และผู้แทนจากลาว คือ ท้าวทองคำ สุมาลุน เจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขององค์การตรวจตราแห่งชาติลาว โดยมีDatuk Seri Azman Ujang ประธานสำนักข่าวแห่งมาเลเซีย(BERNAMA)ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
ผู้เขียนได้กล่าวถึงปัญหาการทุจริตโดยหยิบวาทะของลอร์ดแอ็คตัน มายืนยันว่า “อำนาจทำให้คนทุจริต ยิ่งมีอำนาจเด็ดขาด ก็ยิ่งทุจริตอย่างที่สุด”(Power tends to corrupt,absolute power, corrupt absolutely) คำว่า ”อำนาจ”ที่ลอร์ดแอ็คตันกล่าว หมายถึงอำนาจรัฐ(state power) หรืออำนาจที่ตัวแทนรัฐใช้ในนามของรัฐ มิใช่ของประชาชน เป็นการบิดผันการใช้อำนาจ (abuse of power)ที่ประชาชนมอบให้ดูแลทุกข์สุขของประชาชน แต่กลับนำไปสร้างเสริมอำนาจของตนเองและพวกพ้อง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ฉ้อฉล ยึดครองทรัพยากรของรัฐ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
จากการที่ผู้เขียนทำหน้าที่คณะกรรมการปปช.เป็นเวลา 9 ปี ทำให้ผู้เขียนเข้าใจและมีข้อมูลเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาทุจริตที่หยั่งรากลึกในไทยมานานนั้น จะต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหา โดยต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากการปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจ มาสู่อำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประชาชน ให้ประชาชนตระหนักรู้ว่าแท้จริงแล้วประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ผนึกกำลังร่วมกันไม่ทนต่อการทุจิต เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังอย่าให้เจ้าหน้าที่ทุจริตประพฤติมิชอบ บรรดาองค์กรตรวจสอบการทุจริตก็ต้องให้ความคุ้มครองมิให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแส ได้รับอันตรายทั้งต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่า whistleblower protection
นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายสำคัญของการป้องกันทุจริต ก็คือ การปลุกและปลูกจิตสำนึกของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกสาธารณะเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยกันเฝ้าระวังรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมิให้ถูกทำลาย อนึ่งผู้เขียนแจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบว่า ผู้เขียนและคณะได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างหมู่บ้านช่อสะอาด ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน รวม 78 หมู่บ้านใน 76 จังหวัด
โดยมีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ กายสะอาด พฤติกรรมสะอาด จิตสะอาด ปัญญาสะอาด และร่วมมืออย่างเหนียวแน่นช่วยกันทำให้เกิดความโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ระหว่างสถาบันทั้งสาม คือ บ้าน ศาสนา และโรงเรียน นี่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การปฏิบัติที่ดีที่สุด ของการเอาชัยชนะเหนือการทุจริตของประเทศไทยยุคใหม่ในปัจจุบัน
จากการที่ผู้เขียนทำหน้าที่คณะกรรมการปปช.เป็นเวลา 9 ปี ทำให้ผู้เขียนเข้าใจและมีข้อมูลเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าการแก้ปัญหาทุจริตที่หยั่งรากลึกในไทยมานานนั้น จะต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหา โดยต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากการปล่อยให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจรัฐตามอำเภอใจ มาสู่อำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์ของประชาชน ให้ประชาชนตระหนักรู้ว่าแท้จริงแล้วประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ จึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ผนึกกำลังร่วมกันไม่ทนต่อการทุจิต เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังอย่าให้เจ้าหน้าที่ทุจริตประพฤติมิชอบ บรรดาองค์กรตรวจสอบการทุจริตก็ต้องให้ความคุ้มครองมิให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแส ได้รับอันตรายทั้งต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่า whistleblower protection
นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายสำคัญของการป้องกันทุจริต ก็คือ การปลุกและปลูกจิตสำนึกของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีจิตสำนึกสาธารณะเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยกันเฝ้าระวังรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมิให้ถูกทำลาย อนึ่งผู้เขียนแจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบว่า ผู้เขียนและคณะได้ร่วมกันจัดตั้งมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างหมู่บ้านช่อสะอาด ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน รวม 78 หมู่บ้านใน 76 จังหวัด
โดยมีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ กายสะอาด พฤติกรรมสะอาด จิตสะอาด ปัญญาสะอาด และร่วมมืออย่างเหนียวแน่นช่วยกันทำให้เกิดความโปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ระหว่างสถาบันทั้งสาม คือ บ้าน ศาสนา และโรงเรียน นี่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การปฏิบัติที่ดีที่สุด ของการเอาชัยชนะเหนือการทุจริตของประเทศไทยยุคใหม่ในปัจจุบัน