"ทุกคนเกิดมาเป็นเจ้าชายเจ้าหญิง จนกระทั่งเราเปลี่ยนเขาไปเป็นกบ ด้วยการเลี้ยงดูเชิงลบ ด้วยคำสั่ง ด้วยการบังคับต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่กำหนดให้ลูกต้องเชื่อฟัง เพียงเพราะรักและหวังดีกับลูก จึงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดและตัดสินใจเอง เจ้าหญิงเจ้าชายน้อยๆ จึงกลายร่างไปเป็นกบ แล้วเด็กจะเติบโตไปเป็นคนที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในสังคมได้อย่างไร”

หนึ่งในข้อคิดสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้เติบโตอย่างมีความสุข โดย พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี และเจ้าของเฟซบุ๊กเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” ภายในงาน “1 วันสร้างสุขให้ลูกเปลี่ยน ปี 3” ซึ่งจัดโดยโครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี (Nestlé for Healthier Kids) โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงดูเด็กด้วยแนวทางที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ด้านพัฒนาการสมองของมนุษย์ พร้อมจุดประกายให้พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กร่วมกันเป็นต้นแบบเพื่อปลูกฝังพฤติกรรมเชิงบวกให้กับเด็กอายุ 3-12 ปี

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร

การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการและกระบวนการทำงานทางสมอง เด็กในวัยนี้ยังไม่สามารถคิด วิเคราะห์ ตีความคำพูดหรือคำสั่งที่ซับซ้อนจากผู้ใหญ่ได้ ดังนั้น พ่อแม่จึงควรสื่อสารความต้องการออกไปตรงๆ หลีกเลี่ยงการใช้คำสั่ง เช่น ‘ห้าม’ ‘ไม่’ หรือ ‘อย่า’ ซึ่งให้ความหมายตรงข้ามกับความต้องการที่แท้จริงของเราและยังยากเกินที่เด็กจะทำความเข้าใจได้ พ่อแม่จึงควรเลือกใช้คำพูด เช่น ‘ลงมานั่งบนโซฟาดีกว่าลูก’ หรือตั้งคำถามให้เด็กได้ฝึกคิดเอง เช่น ‘โซฟาไว้ใช้ทำอะไรนะลูก?’ แทน จึงสื่อสารกับลูกได้ผลกว่า” พญ.จิราภรณ์ กล่าว

สมองส่วนเอาตัวรอดซึ่งพัฒนามากที่สุดในช่วงวัยเด็ก เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญต่อรากฐานพฤติกรรมเด็กในอนาคต พญ.จิราภรณ์ อธิบายว่า เมื่อพ่อแม่ดุ กดดัน หรือตีลูก เด็กจะแสดงปฏิกิริยาป้องกันตัวเอง 3 แบบ ได้แก่ สู้ หนี หรือ ยอมแพ้ ซึ่งทั้งสามปฏิกิริยาล้วนมีส่วนสำคัญในการสร้างนิสัยที่ไม่เหมาะสมในระยะยาว เช่น ถ้าสู้บ่อยๆ ก็ทำให้เด็กมีความก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง ถ้าสมองส่วนเอาตัวรอดต้องพยายามหาทางเพื่อหนีไม่ให้ถูกลงโทษบ่อยๆ จะทำให้เด็กโตขึ้นมามีนิสัยปฏิเสธที่จะทำอะไรที่ลำบาก โกหก ปกปิดความผิด ส่วนเด็กที่สมองส่วนเอาตัวรอดต้องยอมแพ้บ่อยๆ จะเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจ ขาดความมั่นใจ นำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ เป็นต้น

การสื่อสารเชิงบวก จึงเป็นการพูดคุยกับลูกด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ตั้งเป้าหมายให้ลูก ‘รับฟัง’ ไม่ใช่ ‘เชื่อฟัง’ เพราะการที่ลูกกล้าที่จะขัดแย้งกับเรา และเราเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความคิดเห็นของเขาเอง จะเป็นการปลูกฝังให้ลูก ‘คิดเป็น’ แล้วลูกจะเติบโตไปเป็นคนที่สามารถอยู่รอดในสังคมได้

 อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง

ด้าน อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ แนะเคล็ดลับในการการเลี้ยงลูกให้มีความสุขว่า “ วิธีการหนึ่งในการเลี้ยงลูกให้มีความสุข คือให้ตามใจอย่างมีกฎเกณฑ์ กล่าวคือต้องฝึกให้ลูกคุ้นชินกับรูปแบบกิจวัตรประจำวัน 3 ขั้นตอน (ส่วนรวม-ส่วนตัว-ความสุข) นั่นคือให้ลูกได้ทำในสิ่งที่ชอบน้อยที่สุด ลำบากที่สุด หรือเป็นเรื่องส่วนรวมก่อน แล้วจึงตามด้วยสิ่งที่ชอบภายหลัง จะทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะมีน้ำใจ รู้จักการรอคอย และเห็นคุณค่าของความสุข และที่สำคัญ พ่อแม่ต้องไม่ลืมที่จะพูดหรือแสดงพฤติกรรมเชิงบวกให้เขาเห็นเป็นตัวอย่างบ่อยๆ เพื่อให้เด็กเรียนรู้และทำตามนิสัยที่ดีโดยตรงจากพ่อแม่ เพราะสำหรับเด็กวัยนี้แล้ว พ่อแม่คือต้นแบบที่สำคัญที่สุดของลูกเสมอ”

กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์

นางกนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวสรุปว่า “การเลี้ยงลูกเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ไม่มีวิธีการที่ตายตัว ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครู ได้เรียนรู้จิตวิทยาเด็กและสามารถนำแนวทางการสื่อสารเชิงบวกไปปรับใช้กับการเลี้ยงดูบุตรหลานและนักเรียนได้อย่างเหมาะสม จะเป็นการสร้างรากฐานให้เด็กได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม และเทคนิคดีๆ ในการเลี้ยงลูกเชิงบวกเพื่อให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีและมีความสุขจากโครงการเนสท์เล่เพื่อเด็กสุขภาพดี ได้ที่ https://www.facebook.com/N4HKThailand/