เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาฉบับล่าสุด โดยระบุว่า เศรษฐกิจของกัมพูชายังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงเผชิญผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่งและการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อความสามารถของภาคเอกชนในการรักษาระดับการจ้างงาน
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจกัมพูชายังเผชิญภาวะชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการลดลงของเม็ดเงินโอนกลับประเทศ หลังจากแรงงานอพยพเกือบ 1 ล้านคนเดินทางกลับประเทศ ปัจจัยลบดังกล่าวส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.8% ในเดือนเมษายน 2569 และสร้างภาระต่อครัวเรือนรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารโลกประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก 10% จะส่งผลให้อัตราความยากจนของกัมพูชาปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์
รายงานระบุว่า แม้กัมพูชาจะเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย แต่ประเทศยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าสูงถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งช่วยสร้างการจ้างงานในระบบได้กว่า 400,000 ตำแหน่ง และยังเป็นโอกาสสำคัญในการรองรับแรงงานที่ย้ายออกจากภาคเกษตรกรรม รวมถึงแรงงานอพยพที่เดินทางกลับประเทศ
ในด้านการค้า การส่งออกสินค้าของกัมพูชายังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตและการส่งออกที่ยังคงเติบโตได้ดี
ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของกัมพูชาในปี 2569 จะขยายตัวที่ระดับ 3.9% ก่อนเร่งตัวขึ้นเป็น 4.9% ในปี 2570
ทาเนีย เมเยอร์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำกัมพูชา กล่าวว่า เศรษฐกิจกัมพูชายังคงสามารถยืนหยัดได้ดีท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของประเทศ และความสามารถในการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองการจ้างงานและวิถีชีวิตของประชาชน
เมเยอร์ยังระบุเพิ่มเติมว่า สัดส่วนประชากรวัยแรงงานของกัมพูชามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงปี 2586 ทำให้ช่วงเวลา 15-20 ปีจากนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทั้งด้านการศึกษา การสร้างงาน และการพัฒนากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างประชากรให้กลายเป็นข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันในระยะยาว
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังเสนอแนะให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชนและการส่งเสริมการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับผลิตภาพของประเทศ
สำหรับในระยะสั้น รายงานแนะนำให้รัฐบาลใช้มาตรการโอนเงินสดแบบมุ่งเป้าหมายและกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แทนการใช้มาตรการลดภาษีน้ำมันในวงกว้าง ซึ่งอาจไม่สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างตรงจุดเท่าที่ควร
#ธนาคารโลก #เศรษฐกิจกัมพูชา #กัมพูชา #FDI #การลงทุนต่างประเทศ #ส่งออกกัมพูชา #ราคาน้ำมัน #เงินเฟ้อ #GDPกัมพูชา #เศรษฐกิจอาเซียน #ข่าวเศรษฐกิจ #ลงทุนต่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก #WorldBank #ข่าวต่างประเทศ








