ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้ม ปรับตัวขึ้นต่อหรือเคลื่อนไหวในระดับสูงก่อนเปิดตลาดวันที่ 17 ส.ค. 2569 หลังราคาน้ำมันปิดบวกแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย WTI เพิ่มขึ้น 5.4% และเบรนท์เพิ่มขึ้น 6.0% สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานมากขึ้น
ปัจจัยหนุนสำคัญ
ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยบวกหลัก เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 1 ใน 5 ของโลก หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือการเดินเรือยังลดลง ตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงในราคาน้ำมัน
เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ซึ่งมีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นในระยะสั้น
การเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ช่วยลดความหวังว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนยังคงถือครองน้ำมันเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
แรงส่งจากราคาสัปดาห์ก่อนยังแข็งแกร่ง WTI ปิดที่ 82.40 ดอลลาร์/บาร์เรล และเบรนท์ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์/บาร์เรล การปรับขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์บ่งชี้ว่าตลาดยังมีแรงซื้อเข้ามารับความเสี่ยงด้านอุปทาน
มุมมองวันที่ 17 ส.ค.
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น แต่มีความผันผวนสูง โดยราคามีโอกาสเปิดตลาดในแดนบวกหากยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม หลัง WTI และเบรนท์ปรับขึ้นมามากกว่า 5% ในสัปดาห์เดียว นักลงทุนอาจขายทำกำไรเป็นระยะ ทำให้การปรับขึ้นอาจไม่ร้อนแรงเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ต้องจับตา: ข่าวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
สรุป: หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด ตลาดน้ำมันมีโอกาสรักษาระดับเหนือ 80 ดอลลาร์/บาร์เรลสำหรับ WTI และ 85 ดอลลาร์/บาร์เรลสำหรับเบรนท์ ขณะที่ข่าวลบด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มเติมอาจเป็นแรงผลักให้ราคาทดสอบระดับสูงขึ้นอีก แต่หากมีความคืบหน้าด้านสันติภาพหรือการเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ราคามีโอกาสถูกขายทำกำไรอย่างรวดเร็ว.








