ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้ม แกว่งตัวผันผวนและเปิดตลาดในโทนระมัดระวัง ในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หลังดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปรับตัวลงในวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ซึ่งเพิ่มความหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด กับ ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกลับมากดดันเงินเฟ้อ
1. ตลาดมีโอกาสเปิดแบบ “ระวังความเสี่ยง”
วันศุกร์ที่ 14 ส.ค. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 53,732.41 จุด ลดลง 107.58 จุด หรือ 0.20% ขณะที่ S&P 500 ปิดที่ 7,785.76 จุด ลดลง 0.17% และ Nasdaq ปิดที่ 26,729.16 จุด ลดลง 0.28%
แม้ตลาดจะปรับตัวลง แต่ภาพรวมยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลงอย่างชัดเจน เพราะ S&P 500 และ Nasdaq ยังคงทำสถิติ บวกเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน และตลาดยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ดังนั้น ในช่วงเปิดตลาดวันที่ 17 ส.ค. มีแนวโน้มเห็นแรงซื้อขายสลับกัน โดยนักลงทุนอาจยังไม่เร่งเข้าซื้อหุ้นในระดับราคาสูง จนกว่าจะเห็นปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน
2. หุ้นเทคโนโลยี-ชิปยังเป็นจุดที่ต้องจับตา
แรงขายหุ้นกลุ่มชิปและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยกดดันสำคัญในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยเฉพาะความกังวลว่า ราคาหุ้น AI หลายตัวปรับขึ้นมามากจนมูลค่าอาจตึงตัว
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อ Nasdaq มากกว่าดัชนีอื่น เพราะ Nasdaq มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่สูง หากแรงขายหุ้น AI กลับมาอีกครั้ง อาจทำให้ Nasdaq อ่อนตัวและลาก S&P 500 ลงตามได้
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด โดยหุ้นกลุ่มหน่วยความจำและชิปบางตัวมีแรงซื้อกลับอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Nvidia ยังอยู่ใกล้จุดซื้อทางเทคนิค ทำให้ตลาดต้องติดตามว่าการย่อตัวของหุ้นชิปเป็นเพียง การพักฐาน หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดความเสี่ยงในหุ้น AI
3. ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เป็นสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจ แต่บวกต่อความหวังเรื่องดอกเบี้ย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ซึ่ง ลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.1% ขณะที่เดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 0.2%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจเริ่มชะลอตัว หลังได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการขายและปัจจัยพิเศษในช่วงก่อนหน้า
ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเดือน ส.ค. ลดลงเหลือ 51.0 จาก 55.2 ในเดือน ก.ค. และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 54.5 ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 1 ปีเพิ่มขึ้นเป็น 4.3%
ผลต่อตลาดมี 2 ด้าน
เศรษฐกิจชะลอตัว → กดดันหุ้น
เศรษฐกิจชะลอตัว → ลดแรงกดดันให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย → เป็นบวกต่อหุ้น
ขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักกับประเด็นหลังมากกว่า จึงยังเป็นแรงพยุงตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี
4. น้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซคือความเสี่ยงสำคัญที่สุด
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าสามารถรักษาการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านได้โดยไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรือของบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี หรือ ADNOC ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งพลังงาน
ประเด็นนี้ถือเป็น ความเสี่ยงสองชั้นต่อตลาดหุ้น เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อ จะทำให้
ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น → เงินเฟ้อเพิ่ม → เฟดลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น → Bond Yield มีโอกาสสูงขึ้น → กดดันหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโต
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันมากขึ้น
5. สัปดาห์นี้ตลาดจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการค้าปลีก
วันที่ 17 ส.ค. ยังไม่มีบริษัทใหญ่รายงานผลประกอบการก่อนเปิดตลาดอย่างโดดเด่น แต่ตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป ตลาดจะเข้าสู่ช่วงสำคัญของผลประกอบการบริษัทค้าปลีก
18 ส.ค. Home Depot
19 ส.ค. Target และ Lowe's
20 ส.ค. Walmart
21 ส.ค. BJ's Wholesale
ผลประกอบการเหล่านี้จะช่วยตอบคำถามสำคัญว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเพียงใด หลังตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ออกมาอ่อนแอ
6. มุมมองต่อดัชนีในวันที่ 17 ส.ค.
ดาวโจนส์: มีแนวโน้มแกว่งตัวออกด้านข้างถึงอ่อนตัวเล็กน้อย เนื่องจากความกังวลเศรษฐกิจและน้ำมันยังเป็นแรงกดดัน แต่หุ้นพลังงานและหุ้นขนาดใหญ่บางส่วนอาจช่วยพยุงดัชนี
S&P 500: มีแนวโน้ม พักฐานใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงก่อนหน้า การย่อตัวของหุ้นเทคโนโลยีและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจจำกัดการปรับขึ้น
Nasdaq: มีความเสี่ยงมากที่สุดต่อแรงขายระยะสั้น เนื่องจากหุ้น AI และชิปเริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องมูลค่า แต่ความคาดหวังว่าเฟดจะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยพยุง
สรุปแนวโน้ม
ภาพรวมก่อนเปิดตลาด 17 ส.ค. 2569: “แกว่งตัวผันผวนในกรอบแคบ มีโอกาสอ่อนตัวช่วงเปิดตลาด แต่ยังไม่ใช่สัญญาณขาลงเต็มรูปแบบ”
ปัจจัย บวก คือข้อมูลเศรษฐกิจที่ชะลอลงช่วยลดแรงกดดันต่อเฟด และตลาดยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ VIX ปิดสัปดาห์ที่ประมาณ 14.25 ซึ่งสะท้อนว่าความกลัวของตลาดยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ส่วนปัจจัย ลบ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่มีโอกาสผันผวนสูง ความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง และแรงขายหุ้น AI ที่มีมูลค่าสูง
จุดชี้ขาดของตลาดสัปดาห์นี้จึงอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ “น้ำมัน–หุ้น AI–ผลประกอบการค้าปลีก” หากราคาน้ำมันทรงตัวและแรงขายหุ้นเทคโนโลยีไม่ขยายวงกว้าง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวได้ แต่หากสถานการณ์ฮอร์มุซรุนแรงขึ้นพร้อมกับน้ำมันพุ่งแรง อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นทั้งตลาด
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มจากปัจจัยตลาด ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์








