สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน และความไม่คืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.15 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 82.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 1.45 ดอลลาร์ หรือ 1.67% ปิดที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลอดสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.4% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 6.0%
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันคือความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณการเดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนนี้ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างอ้างว่าฝ่ายตนเองเป็นผู้ควบคุมเส้นทางสำคัญดังกล่าว
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก โดยก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเริ่มโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของปริมาณทั่วโลก ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงาน
สำนักงานข่าว WAM ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่า เรือ 2 ลำของบริษัท Abu Dhabi National Oil Company ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐบาล ถูกโจมตีขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดี โดยรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวและระบุว่าเป็นการโจมตีของอิหร่าน
นักวิเคราะห์มองว่า เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความไม่คืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นก่อนเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์
หากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัด อาจสร้างผลกระทบต่อตลาดพลังงานรุนแรงขึ้น เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวรองรับการขนส่งน้ำมันราว 20% ของอุปทานทั่วโลก นักวิเคราะห์รายหนึ่งเตือนว่า แม้ราคาน้ำมันดิบอาจเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาดีเซลอาจพุ่งขึ้นถึง 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซินอาจแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค
ด้านสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สามารถดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านได้โดยไม่มีกำหนด พร้อมเตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลเตหะราน เพื่อตอบโต้การเจรจาหยุดยิงที่หยุดชะงัก
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวในรายการ Rob Schmitt Tonight ทาง Newsmax ว่า สหรัฐฯ จะประกาศมาตรการเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า และจะใช้มาตรการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการใช้มาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียจากสถานีส่งออก Sheskharis ที่ท่าเรือโนโวรอสซีสค์ในทะเลดำถูกระงับเมื่อวันศุกร์ หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรน โดยแหล่งข่าว 3 รายระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนเพิ่มเติมให้กับหนึ่งในจุดส่งออกน้ำมันสำคัญของรัสเซีย
สถานการณ์ทั้งในช่องแคบฮอร์มุซและจุดส่งออกน้ำมันของรัสเซียจึงเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานอาจเพิ่มขึ้นและกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนต่อเนื่อง








