สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเล็กน้อยในวันพุธที่ 12 สิงหาคม หลังเกิดเหตุโจมตีเรือในตะวันออกกลาง ขณะที่การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังคงชะงักงัน ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดถูกกดดันจากการที่ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 83.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 88.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนราคาน้ำมันมาจากรายงานว่า กลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบบับเอลมันเดบ รวมถึงโจมตีเรือขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารของซาอุดีอาระเบียในบริเวณดังกล่าว
ช่องแคบบับเอลมันเดบถือเป็นเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก เชื่อมระหว่างอ่าวเอเดนกับตอนใต้ของทะเลแดง และเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งพลังงานและสินค้าระหว่างประเทศที่เดินทางเข้า-ออกคลองสุเอซ
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ได้หารือเกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากอิหร่านมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นไว้อย่างชัดเจน จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องหารือเรื่องการขยายเวลา
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งทางทะเลอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานและราคาน้ำมันในตลาดโลก








