ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน จากแรงหนุนของความคืบหน้าด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างกัน
ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 กลับปิดในแดนลบ โดยถูกกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,999.67 จุด เพิ่มขึ้น 328.64 จุด หรือ +0.64% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,511.35 จุด ลดลง 42.94 จุด หรือ -0.57% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,376.34 จุด ลดลง 307.60 จุด หรือ -1.15%
ปัจจัยสำคัญมาจากความคืบหน้าทางการเมืองระหว่างประเทศ หลังประธานาธิบดี Donald Trump เปิดเผยว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงคราม และเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เดินเรือได้ตามปกติในวันที่ 19 มิ.ย.
โดยข้อตกลงดังกล่าวมีการลงนามผ่านระบบดิจิทัลร่วมกันระหว่าง Donald Trump, รองประธานาธิบดี JD Vance และประธานรัฐสภาอิหร่าน Mohammad Bagher Ghalibaf เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่พิธีลงนามอย่างเป็นทางการมีกำหนดจัดขึ้นในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ความคืบหน้าดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ร่วงลงกว่า 5% ในวันเดียว สะท้อนความคาดหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และอุปทานพลังงานมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วขึ้น








