“แม่บ้านพรรคพลังประชารัฐ” อย่าง “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ โดยยืนยันว่าวันนี้ฝ่ายพลังประชารัฐกำลัง “รอคำตอบ” รอการตัดสินใจจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะได้คำตอบในเร็ววันนี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่งสัญญาณแรงชัดมาหลายวันแล้วว่า “ปัญหา” ที่ยังทำให้ “ดีล” การตั้งรัฐบาลไม่ลงตัวนั้นไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ปัญหามาจากพรรคพลังประชารัฐเอง และในการประชุมสมาชิกและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 4 มิ.ย.นี้ พรรคจะมีมติออกมาชัดเจนเรื่องการเข้าร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาล มองไปยังที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ ดูเหมือนว่า ภายในพรรคเองขาดความคึกคักไปอย่างถนัดใจ ทั้งที่เป็นพรรคที่กวาดที่นั่งส.ส.เข้ามาได้เป็นอันดับ 1 แต่กลับเผชิญกับ “ปัญหา”รอบทิศรอบทาง โดยเฉพาะภาวะการ “ขาดหัว” ไร้แกนนำ “ตัวจริง” จนทำให้เพื่อไทยหมดพลัง ไปโดยปริยาย แม้จะประกาศมาโดยว่า “7พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ยังคงเหนียวแน่น จับมือกันมาตั้งแต่ต้นจนวันนี้ จะไม่มีใคร “แตกแถว” ไปหนุนฝ่ายสืบทอดอำนาจ คสช. ทว่าในความจริงแล้ว ทั้งพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทยเองต่างรู้ดีว่าในการโหวตเลือก “นายกฯ” 5 มิ.ย.นี้ ดูจะเป็นเรื่องยากที่จะการันตีได้ว่า “งูเห่า” จะไม่ปรากฎให้เห็น รวมทั้งงูเห่าจากพรรคฝ่ายประชาธิปไตย จาก พรรคในเครือข่าย พรรคอื่น เพราะมีรายงานข่าวจากวงใน พรรคเพื่อชาติว่าในความเป็นจริงแล้วมีส.ส.จำนวนไม่น้อยที่อยากจะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจาก มองเห็นอนาคตทางการเมืองมากกว่าที่จะอยู่ที่เดิม อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการเปิดดีล เจรจากันมาโดยตลอด ระหว่าง “บิ๊กพลังประชารัฐ”กับ ส.ส.ในพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อไทย ไปจนถึงพรรคอนาคตใหม่ ที่ล้วนแล้วแต่เป็น “เป้าหมายหลัก” อย่างไรก็ดี จนถึงวันนี้ การเจรจาระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคแนวร่วมพันธมิตร ที่ “เปิดดีล” กันเอาไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ยังกลายเป็น “ซีรีส์เรื่องยาว” ที่ยังหาบทสรุปไม่เจอ เพราะอย่าลืมว่าการพูดคุยก่อนการเลือกตั้งนั้น ย่อมไม่มีใครรู้ว่าพรรคไหน จะได้ส.ส.มากี่ที่นั่ง และเมื่อในความเป็นจริงที่ปรากฎ นั่นคือการที่พรรคพลังประชารัฐเอง กำลังรับมือกับ “ศึกใน” อันเกิดจาก “กลุ่มก๊วน” ที่มารวมกันอยู่ในพรรค โดยไม่มีใครยอมลดรา “เงื่อนไข” ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ด้วยเพราะมี “ผลงาน” จากการเลือกตั้ง ที่ต่างเชื่อว่าจะสามารถต่อรองเอา “บำเหน็จ” กันได้ด้วยกันทั้งสิ้น สถานการณ์วันนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า การส่ง “ แกนนำพลังประชารัฐ” ในปีกของคสช. ที่นำโดย “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค และ “สนธิรัตน์” เลขาฯพรรคไปเจรจา จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้ข้อสรุป โดยเฉพาะการเปิดดีลกับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องบอกว่า “เขี้ยวเหนือเขี้ยว” ขณะที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” นั้นสามารถ “ปิดดีล” ไดัข้อยุติไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อเกมใหญ่ถูกกำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย.คือการโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 เป็นวันที่ คสช.เองกำหนดเกมเอาไว้แล้วว่า “นายกฯคนที่30” ต้องเป็น “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.เท่านั้น ไม่มีการพลิก โจทย์ข้อยากข้อนี้ กำลังถูกท้าทายและวัดใจ อย่างยิ่งที่ทำให้ทุกคนรอลุ้นว่า จะได้เห็นการโหวตเลือกนายกฯกลางสภาฯอย่างเปิดเผย โดยไม่มี “เอกซิเดนท์” ขึ้นได้หรือไม่ !?