ต้องนับว่าเป็นพรรคการเมืองที่ยังคงสีสัน ความเข้มข้นเอาไว้ได้มากที่สุด แม้การเลือกตั้งส.ส.จะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม ทว่าวาระการเลือกตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่" ซึ่งถือเป็นหัวหน้าพรรคลำดับที่ 8 ของพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 15 พ.ค.นี้ แถมการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ รอบนี้ ยังไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะภายในประชาธิปัตย์เท่านั้น
เพราะผลแพ้-ชนะ รวมทั้ง "โฉมหน้า" ของ "หัวหน้าพรรคคนใหม่" คือการบ่งบอก "ทิศทาง" ว่า "ประชาธิปัตย์" จะตัดสินใจ "ร่วม-ไม่ร่วม" จับขั้ว "รัฐบาล" กับ "พรรคพลังประชารัฐ" หรือไม่ ?
แคนดิเดตที่ท้าชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" รอบนี้มีด้วยกันถึง 4 คน แต่ละคนต้องยอมรับว่า "ดีกรีไม่ธรรมดา" ไม่ว่าจะเป็น "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์" รักษาการหัวหน้าพรรค เมื่อภายหลังจากที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบเมื่อประชาธิปัตย์ กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย" คนต่อมาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น "อดีตขุนคลัง" ในสมัย "รัฐบาลอภิสิทธิ์" คือ "กรณ์ จาติกวณิช" รองหัวหน้าพรรค
คนที่3 คือ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ อีกคนหนึ่ง โดยงานนี้เจ้าตัวบอกเลยว่าขอเข้ามากอบกู้พรรค และหากประชาธิปัตย์จะมีมติเข้าร่วมรัฐบาล ตนเองจะไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี ปิดท้ายคนที่ 4 คือ "อดีตผู้ว่าฯกทม."อย่าง "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" รองหัวหน้าพรรค ประกาศชัดว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคต้องเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งทำจดหมายถึง "307 โหวตเตอร์" อยากให้ทำอะไร 3ข้อแรกเพื่อเปลี่ยนแปลงพรรค
ถามว่า วันนี้จำนวนเก้าอี้ส.ส.ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อของ "ประชาธิปัตย์" นั้นมีความหมายต่อทั้ง "พลังประชารัฐ" และ "ภูมิใจไทย" หรือไม่ในการแข่งกันจัดตั้งรัฐบาล หลังจากที่เกิดปัญหา "แบ่งเค้ก" ไม่ลงตัว ก็ต้องยอมรับว่า "อย่างมาก" เพราะ "52เสียง" ทั้งจากส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ ได้กลายเป็น "ตัวแปร" ที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐ ต้องทบทวน อย่างหนักว่ายอม "ปล่อยมือ" จาก "กระทรวงเกรด A" ที่จับจองเอาไว้ เพื่อ "รักษาแนวร่วม"ได้แล้วหรือไม่
ยิ่งยามนี้พรรคประชาธิปัตย์ สามารถใช้ "วาระเลือกหัวหน้าพรรค" เป็นเงื่อนไข "บีบ" ให้พลังประชารัฐและภูมิใจไทย ต้อง "ร้องเพลงรอ" จนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีการเลือกหัวหน้า-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ ยิ่งทำให้เกิดแรงกดดันรอบทิศรอบทาง ว่า ที่สุดแล้ว "พลังประชารัฐ" จะได้ "ประชาธิปัตย์" มา " ทั้งพรรค" หรือ "บางส่วน" หาก "หัวหน้าพรรคคนใหม่" ยังคงเป็น "ขั้วชวน หลีกภัย" ที่หนุน "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์"
ขณะเดียวกันอย่าลืมว่า ศึกชิงหัวหน้าพรรคลำดับที่ 8 รอบนี้ ที่ดุเดือดและเข้มข้นมากกว่าเมื่อคราวที่ อภิสิทธิ์ ต้องเจอกับการเลือกหัวหน้าพรรค "ก่อนเลือกตั้ง" โดยมี "2 แคนดิเดต" คือ "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" และ "อลงกรณ์ พลบุตร" ที่ประกาศตัวสู้ เพราะในห้วงเวลานั้น เงื่อนไขของพรรค ของการเป็นหัวหน้าพรรค ยังไม่ได้ถูกพ่วงเอาไว้กับเงื่อนไขว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล อย่างชัดเจนเช่นในเวลานี้ เมื่อทุกฝ่ายต่างเห็น "จำนวนส.ส." ของทุกพรรค "หลังเลือกตั้ง"
แต่จะว่าไปแล้วต้องยอมรับ "ศึกยกแรก" ที่แม้อภิสิทธิ์ จะเป็นฝ่ายรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการสะท้อนให้เห็นว่า "มีคลื่นใต้น้ำ" ภายในพรรคที่มีความแรงไม่น้อย ดังนั้นมาถึงศึกครั้งนี้จึงไม่ต้องแปลกใจที่ "ขั้วถาวร เสนเนียม" อันมีความแนบแน่นกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีอยู่ 5 ที่นั่งโดยมีเป้าหมายแจ่มชัดว่า จะต้องหนุน "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมานั่งนายกฯรอบสอง จึงประกาศตัวสู้กับ ขั้วอำนาจเก่า ของ "ชวน -บัญญัติ บรรทัดฐาน-อภิสิทธิ์" รอบใหม่
และรอบนี้ น่าจับตาว่าในนาทีสุดท้าย ขั้วถาวร จะส่งสัญญาณให้ใครอยู่เพื่อสู้กับ จุรินทร์ ต่อไประหว่าง พีระพันธุ์ กับ กรณ์ ว่ากันว่าแม้แคนดิเดตจะมีด้วยกันถึง 4 คน แต่เมื่อถึงนาทีสุดท้าย จะเหลืออยู่แค่ 2 คนที่จะอยู่บนสังเวียนการต่อสู้เท่านั้น !