ทั้งดวงการเมือง ดวงการทหาร ทำท่าว่าจะร้อนแรง ไม่แพ้กัน แม้ไม่ต้องตรวจตำราโหราศาสตร์ แต่ประเมินจากสถานการณ์รอบทิศรอบทางที่เกิดขึ้นและดำเนินไปตลอดทั้งวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การเมืองที่ว่าร้อนแต่ "กองทัพ" ก็ระอุ พร้อมที่จะทะลุจุดเดือดไม่แพ้กัน !
ไล่ลำดับ สลับกันไปตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 7 มี.ค.ต้องโฟกัสไปที่กองบัญชาการกองทัพบก(บก.ทบ.) เมื่อ "บิ๊กแดง" พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นำผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกทั่วประเทศทั้งสิ้น 796 นาย กล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 บริเวณ หน้าหอประชุมกิตติขจรว่า "ข้าพระพุทธเจ้าจักรักษามรดกของพระองค์ไว้ด้วยชีวิต" ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ
พร้อมกันนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ยังได้มอบประกาศนียบัตรให้ พ.ท.ปกิจ ผลฟัก รองหัวหน้ากองยุทธการมณฑลทหารบกที่ 12 ในฐานะ ผบ.ร้อย.รส.กกล.รส.จ.ปราจีนบุรี พร้อมกล่าวชื่นชมว่า มีความอดทนอดกลั้น สามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี จากการถูกยั่วยุที่ถูกหมิ่นประมาท ขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังจากที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ตำหนิที่
"การปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ท.ปกิจนั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง ก็ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกท่านชี้แจงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟัง เรามีสมบัติผู้ดี เราถูกฝึกอบรมสั่งสอนมา เราเป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ในเบ้าหลอมเดียวกัน จากนี้ไปยิ่งต้องมีความระมัดระวัง ที่สำคัญเราต้องรักษาเกียรติความเป็นทหารอาชีพของเราให้ดี
เมื่อใดที่เราแตกกัน ไม่รัก ไม่สามัคคีกัน ประเทศชาติอยู่ไม่ได้ และคงจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก ก็ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ ให้ประชาชนเห็นว่าเราเป็นทหารอาชีพ เรามีความอดทนอดกลั้น" บางส่วนบางตอนที่ พล.อ.อภิรัชต์ ได้กล่าวกับนายทหาร
แน่นอนว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่กองทัพบก ครั้งนี้กำลังถูกจับตาและตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจไม่ใช่เพียงแค่ความจงใจของ "เบอร์หนึ่งแห่งกองทัพบก" ที่ส่งสัญญาณไปยัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น หากแต่ลึกๆแล้ว นี่คือสัญญาณที่กองทัพ ในฐานะเสาค้ำยันอำนาจ ของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งกระแทกไปยัง "กลุ่มการเมือง" กลุ่มใดก็ตามที่คิดจะเขย่ากองทัพ และท้าทาย คสช.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลานี้ ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และกองทัพล้วนแล้วแต่ถูกดึงให้ลงมาสู่สนามการเมือง กลายเป็น "คู่ขัดแย้ง" กับฝ่ายการเมือง อย่างรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการออกแอ็กชั่นของ พล.อ.อภิรัชต์ ครั้งนี้จึงต้องการสื่อความหมาย "อย่างกว้าง" และเด็ดขาดปิดท้ายกันที่ "ข่าวร้าย" ของสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เมื่อ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ "ยุบพรรค" จากกรณีคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2561 มาตรา 92 ฐานกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
อีกทั้งยังสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง เพราะเป็นการกระทำที่ "อาจ" จะเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงจนเป็นการล้มล้างการปกครอง
บรรดาเซียนการเมือง ประเมินกันมาก่อนหน้านี้ล่วงหน้าแล้วว่า โอกาสรอดของพรรคไทยรักษาชาติ จะเท่ากับศูนย์ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ประเด็นที่กำลังทำให้เกิดความหวั่นไหว หลังจากถูกยุบพรรค จากนี้ไปคือจะมีการ "ขยายผล" ไปยังคดีอาญาด้วยหรือไม่ ว่ากันว่านี่คือสิ่งที่น่าหนักใจมากที่สุด !