การผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยมีการปรับนิยาม “คุกคามทางเพศ” ให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ถือเป็นพัฒนาการสำคัญในกฎหมายไทย ที่มิได้จำกัดการปกป้องเพียงในเชิงการสัมผัสกาย หากแต่ขยายสู่พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทางจิตใจและความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน

หนึ่งในประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ การบัญญัติให้ “การติดตาม เฝ้าดู หรือการรังควาน” เป็นลักษณะหนึ่งของการคุกคามทางเพศ ซึ่งตีความได้อย่างกว้างขวาง น่าสนใจว่าอาจครอบคลุมถึงพฤติกรรมของกลุ่มที่เรียกกันในสังคมว่า “ซาแซงแฟน” (Sasaeng Fan) หรือแฟนคลับที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของศิลปิน ดารา หรือบุคคลสาธารณะด้วยหรือไม่  เช่น การดักรอหน้าบ้าน ติดตามตลอดเวลา ถ่ายภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือส่งของข่มขู่ที่มีลักษณะชี้นำเชิงเพศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกหวาดกลัว อับอาย หรือไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

แม้พฤติกรรมเช่นนี้จะถูกมองว่าเป็น “แฟนคลับคลั่งไคล้” ในเชิงวัฒนธรรมสมัยนิยม แต่ภายใต้กรอบนิยามใหม่ของกฎหมาย พฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่าย “คุกคามทางเพศ” ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากมีองค์ประกอบของการสื่อสารทางเพศแฝงอยู่ แม้ไม่ได้สัมผัสกาย หรือใช้คำหยาบคายตรงๆ ก็ตาม

ที่สำคัญ กฎหมายยังให้อำนาจศาลสั่งห้ามกระทำการใดๆ ที่อาจเป็นการคุกคามทางเพศล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหายร้ายแรงก่อน เช่น ห้ามเข้าใกล้บุคคลเป้าหมาย ห้ามส่งข้อความ หรือสั่งลบเนื้อหาบนระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องมือรับมือ “ซาแซง” ได้ในเชิงป้องกัน มากกว่ารอให้เกิดเหตุร้ายจึงดำเนินการ

สิ่งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้าง “วัฒนธรรมความยินยอม” และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางเพศให้กับบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตบนสื่อถูกลบเลือนอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ดี คำถามที่ตามมาคือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับว่า การแสดงความชื่นชอบต่อบุคคลสาธารณะต้องอยู่ในกรอบของสิทธิและเสรีภาพที่สมดุล ไม่ละเมิดผู้อื่น และพร้อมหรือไม่ที่จะตีตราการกระทำบางอย่างของ “แฟนคลับ” ว่าเป็นความผิดทางอาญา ไม่ใช่แค่พฤติกรรมหลงใหลธรรมดา

ข้อเสนอแนะสำคัญคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งจัดทำแนวทางการตีความและตัวอย่างประกอบของ “การคุกคามทางเพศ” ให้ชัดเจน ครอบคลุมถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในแวดวงบันเทิงหรือโซเชียลมีเดีย พร้อมสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับเส้นแบ่งระหว่าง “สิทธิในการแสดงออก” กับ “การละเมิดสิทธิผู้อื่น”