สถาพร ศรีสัจจัง
พิจารณาเฉพาะสังคมไทย “กรรมส่วนบุคคล” ที่ล้วนมีความสัมพันธ์กันในสังคม จนเกิดเป็น “กรรม” ชุดหนึ่ง ทำนอง “กรรมประชาชาติ” คือ กรรมซึ่งมีลักษณะที่เป็น “องค์รวม” ของสังคม ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ประยุทธ ปยุตฺโต)ได้เคยนิยามไว้นี้เอง ที่นับเป็น “กรรม” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า น่าสนใจที่สุดในสังคมไทย !
เพราะ “กรรม” ชนิดนี้เองที่ส่งผลอย่างสูงต่อความก้าวหน้าหรือล้าหลัง ต่อความสุขหรือความทุกข์ ของประชามหาชนคนส่วนใหญ่ในสังคม!
โดยเฉพาะ “กรรม” ของกลุ่มคน(ชั้นชน/ชนชั้น)ซึ่งมักถูกรวมเรียกว่า “ชนชั้นนำ” หรือ ชนชั้นที่มี “อำนาจ” ในสังคม(พวกเขามักไม่ชอบให้เรียกว่า “ชนชั้น”) ทั้งด้าน “การเมือง” และ “เศรษฐกิจ” มากๆ
ปัจจุบันมักใช้คำเรียกคนกลุ่มนี้อย่างเป็นรูปธรรมว่า “กลุ่มนักการเมือง” “กลุ่มข้าราชการขั้นสูง” และ “กลุ่มนายทุน”(ทั้งนายทุนใหญ่/นายทุนชาติ/นายทุนขุนศึก-ศักดินา)
หรืออาจแถมคำว่า “กลุ่มนักการเมืองบ้านใหญ่” ให้อีกคำก็ได้เอ้า!
เมื่อกล่าวเฉพาะ “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” นั้น ในสังคมไทยมีหลายคนหลายกลุ่มด้วยกัน พวกเขาก่อ “กรรม” ในลักษณาการที่ทำให้ “กรรม” ที่ก่อนั้น “ส่งผล” อย่างเป็นที่ประจักษ์มานานแล้ว ทั้งต่อตัวเองและกลุ่มคนในเครือข่ายของเขา(ครอบครัว เครือญาติ และ ข้าทาสบริวาร)
และที่สำคัญ คือ ต่อประชามหาชน หรือต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยด้วย!
“ผลของกรรม” นั้นในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “วิบาก” หรือ “วิบากกรรม”
“วิบากกรรม” ในพุทธศาสนาแบบเถรวาท (ซึ่งเป็นนิกายหลักของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ในสังคมไทย)นั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
คือ “กุศลวิบาก” เป็นวิบากกรรมที่ดี มีผลก่อให้เกิดความสุข กับ “อกุศลวิบาก” เป็นวิบากกรรมที่ไม่ดี ให้ผลเป็นความทุกข์
สรุปคืออาจก่อผลได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ
ด้านบวก คือ “กรรม” ที่ก่อขึ้นนั้น ส่งผลทำให้ตัวผู้ก่อ (และเครือข่าย) รวมถึงคนส่วนใหญ่ของสังคมหรือประชามหาชน ได้รับประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง ที่ทำให้รู้สึก “มีความสุข” อย่างเป็นรูปธรรมแบบทันตาเห็น
และในทางลบ คือกรรมที่ก่อขึ้นนั้น อาจส่งผลให้เกิด “วิบากกรรม” หรือ เกิดภาวะ “กรรมตามสนอง” ในด้านร้าย คือนำความทุกข์ด้านใดด้านหนึ่งมาให้ผู้ก่อและสังคมนั้นๆ อาจจะเป็นด้าน “รูป” หรือ “นาม” (ในทางพระพุทธศาสนา “รูปและนาม” ก็คือ “กาย” กับ “ใจ” นั่นเอง)
หรืออาจเกิดพร้อมกันในคราวเดียว คือเกิดทั้งความทุกข์ที่เกี่ยวกับร่างกายและความทุกข์ด้านจิตใจ!
เรื่อง “ทุกข์กาย” และ “ทุกข์ใจ” นี้ในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นเรื่องลึกซึ้ง(แม้ทุกคนจะต้องมีต้องเป็นตาม “ผลกรรม” ที่สร้าง) แต่คนบางพวกบางเหล่าที่เห็น “กงจักรเป็นดอกบัว” หรือ ที่ทางศาสนาพุทธเรียกว่า เป็นพวก “อเวไนยสัตว์”(สัตว์โลกที่สอนไม่ได้)มักจะไม่เข้าใจ เพราะความคิดของพวกเขายึดติดแน่นอยู่กับ “ความไม่รู้” (ศัพท์ทางศาสนา)ที่ศาสนาพุทธเรียกเป็นคำ “บาลี” ว่า “มิจฉาทิฐิ”
ที่จริงบรรดา “นักการเมืองไทย” (ทั้งที่มาจากการ “เลือกตั้ง” และ ที่มาจาก “ทางอื่น”) ที่ขึ้นไปกุม “อำนาจรัฐ”บริหารประเทศในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมี “แนวปฏิบัติ” เพื่อไปบรรลุตาม “นโยบาย” ที่ประกาศไว้ให้สังคม(หมายถึงราษฎร)ได้รับรู้ในทำนองเป็น “สัญญาประชาคม” ก่อนแล้วทั้งสิ้น
แต่ส่วนใหญ่นอกจากจะ “ก่อกรรม” แบบที่ทำสัญญากับประชาคมไว้ไม่ได้แล้ว พวกเขามักจะเลือก “ก่อกรรม” ที่ประเมินแล้วว่าจะส่ง “ผลดี” ในด้านใดด้านหนึ่งต่อตัวเองและเครือข่ายผลประโยชน์ตนแบบเฉพาะหน้าเสียเป็นส่วนใหญ่
หลายครั้ง เพื่อการบรรลุตามนโยบายที่ตัวเองประกาศไว้ (ไม่ว่าจะมีความเร้นแฝงเชิงผลประโยชน์แบบที่ปัจจุบันเรียกกันว่า “การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย” หรือ ไม่ก็ตาม) พวกเขาก็สามารถ “ก่อกรรม” โดยมักไม่ค่อยฟังเสียงคัดค้านของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้รู้ที่เกี่ยวข้อง หรือเสียงคัดค้านของประชามหาชนกลุ่มต่างๆที่ใช้ “สิทธิ” ของตัวเองอย่างชอบธรรม มากนัก
ตัวอย่างเช่น การกู้เงิน(โดยไม่พิจารณาบริบทที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน)เพื่อนำมาดำเนินโครงการตามนโยบายที่ไม่คุ้มทุน ที่ไม่ส่งผลดีและอาจส่งผลร้ายต่อสังคมไทยในระยะยาว ที่อาจจะก่อหนี้สินประชาชาติให้ล้นพ้นตัว ที่อาจส่งผลต่อการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น(อย่างแท้จริง)ต่อประชากรของชาติรุ่นต่อๆไป ฯลฯ
เพียงเพราะ “กรรม” หรือ “การกู้เงิน” เพื่อใช้ลงทุนใน “นโยบาย” (ที่ไม่ได้คิดการณ์ล่วงหน้าเรื่องงบประมาณที่สอดคล้องเหมาะสมกับงบประมาณของประเทศที่พึงมีอย่างละเอียดเป็นรูปธรรมมาก่อน) ในครั้งนั้น จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ “หลอกล่อ” ให้ประชาชนส่วนหนึ่ง (ที่ขาดความรู้เรื่องข้อเท็จจริง) นิยมพรรคตัวเอง เพื่อการให้ได้มาซึ่งคะแนนสียงในท้ายที่สุด!
เป็นต้น
“กรรมสัมพันธ์” ที่ “นักการเมือง” ในสังคมไทยก่อขึ้น จนส่งผลทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว เครือข่าย และ ต่อชาติต่อประชาชนนั้น มีเป็นจำนวนมาก ต่างกรรมต่างวาระกันมาโดยตลอดในห้วงกว่า 90 ปี ตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข” (สถาบันพระปกเกล้า)เมื่อ พ.ศ.2475
แต่ครั้งนี้ จะขอยกตัวอย่าง “นักการเมือง” ใหม่ๆ (มีอายุอำนาจทางการเมืองไม่เกิน 40 ปีหรือ 4 ทศวรรษย้อนหลังจากยุคปัจจุบัน) ที่ก่อ “กรรม” ดังกล่าว (กรรมที่ส่งผลทั้งต่อตัวเขาเองและต่อชาติประชาชน) เพียงสักไม่เกิน 2 ราย ซึ่งก็น่าจะเกินพอ เพื่อที่จะทำให้เห็นความจริงที่ว่า “กฎแห่งกรรม (ตามหลักพระพุทธศาสนา)นั้นมีจริงและเป็นจริง” อย่างไร?!!!