ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
ผู้อำนวยการหลักสูตรมหาบัณฑิต
คณะการทูตการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต
ท่านผู้อ่านที่รักครับ ที่ผ่านมาเราวิเคราะห์ประเทศไทยของเรากันมาพอสมควรในมิติเรื่องการแข่งขันกันของระหว่างจีนและสหรัฐ สัปดาห์นี้ เราลองมาวิเคราะห์กัมพูชากันบ้าง เพราะดูๆแล้วน่าจะมีความน่าสนใจไม่น้อยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่าง “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ในเวทีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจโลก “กัมพูชา” อาจดูเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีบทบาทสำคัญ แต่ในความเป็นจริง ราชอาณาจักรแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งจีนและสหรัฐต่างจับตามอง ด้วยเหตุผลหลักสามประการ ได้แก่ ทำเลที่ตั้ง, การเมืองภายในที่มั่นคงในแบบของมัน, และท่าทีตอบสนองต่ออิทธิพลภายนอกที่แนบเนียน
ในช่วงที่ผ่านมา หากดูจากสายตาคนนอก จะเห็นเป็นภาพเดียวกันว่า กัมพูชาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่น่าจะเอนเอียงไปทางจีนไม่น้อย หรือพูดง่ายๆว่า ช่วยจีน “รักษาผลประโยชน์” ในภูมิภาค จุดเปลี่ยนสำคัญคือ “ฐานทัพเรือเรียม” (Ream Naval Base) ซึ่งมีข่าวตั้งแต่ปี 2019 ว่าจีนได้รับสิทธิในการใช้พื้นที่ฝึกทางทะเลอย่างลับๆ ทำให้สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกวิตกว่า จีนกำลังสร้างฐานทัพถาวรในทะเลจีนใต้ นอกชายฝั่งของจีน ซึ่งจะเป็นการละเมิดหลักการไม่แทรกแซงของอาเซียน และเปลี่ยนดุลอำนาจทางทะเลในภูมิภาค แม้กัมพูชาจะปฏิเสธหลายครั้ง แต่รายงานดาวเทียมและความเคลื่อนไหวของหน่วยทหารต่างชาติในพื้นที่ กลับชี้ถึงการปรากฏตัวของจีนที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
นอกจากนี้ หากมองกันลึกๆแล้ว จีนและกัมพูชา อาจมีสายสัมพันธ์พิเศษที่น่าสนใจและอาจไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น เพราะจีนคือแหล่งเงินกู้และการลงทุนอันดับหนึ่งของกัมพูชา โดยเฉพาะในโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งมีทั้งถนน ท่าเรือ สนามบิน และโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายพันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ทำให้จีนต่างจากตะวันตกคือการ “ไม่ตั้งเงื่อนไข” ด้านสิทธิมนุษยชนหรือธรรมาภิบาล นี่คือสิ่งที่ฮุนเซนและพรรคพวกชื่นชอบ เพราะทำให้สามารถคงอำนาจอย่างต่อเนื่องได้ โดยไม่ถูกแทรกแซงจากภายนอก ดูๆไปแล้วก็เหมือนมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าฝั่งตะวันตก
ในด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่ผ่านมาสหรัฐยังคงพยายาม “ดึง” กัมพูชามาเป็นพวกเพื่อช่วยเหลือในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค เช่น ด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร การศึกษา และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ระดับล่าง รวมถึงความพยายามเปิดช่องการทูตหลังเปลี่ยนผ่านอำนาจจากฮุนเซนมาสู่ฮุน มาเนต แต่กระนั้น สหรัฐฯ ก็ยังแสดงความไม่ไว้วางใจอย่างชัดเจน เช่น การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่กัมพูชาบางราย การยกเลิกความร่วมมือด้านการทหารบางส่วน และการวิจารณ์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา
ในมิติของภูมิภาคอาเซียน หลายประเทศในอาเซียนมองกัมพูชาว่า เป็นหนึ่งในรูรั่วของฉันทามติอาเซียน โดยเฉพาะในประเด็นทะเลจีนใต้ ซึ่งกัมพูชาเคยใช้สิทธิวีโตปิดกั้นการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนเพื่อไม่ให้กระทบจีนในปี 2012 การที่กัมพูชาโน้มเอียงเข้าหาจีน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การสร้างเอกภาพในอาเซียนเป็นเรื่องยาก ซึ่งผลที่ตามมาก็ความยากของภูมิภาคนี้ที่จะต่อรองหรือรักษาเสถียรภาพในท่ามกลางการแข่งขันของสองขั้วโลก
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่กำลังมีปัญหากับไทยอยู่ กลับเห็นภาพของกัมพูชาที่เดินเกมการเมืองระหว่างประเทศไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เคยเห็นๆมา สหรัฐกลายเป็นเป้าหมายทางการทูตของกัมพูชา
ไม่แน่ว่า...นี่อาจเป็น “โอกาส” ที่กัมพูชามองเห็นจากวิกฤติ เพราะแม้ว่ากัมพูชาจะได้รับเงินลงทุนจำนวนมากจากจีน แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียความยืดหยุ่นทางนโยบาย ตลอดจนความไม่ไว้วางใจจากประเทศตะวันตก และกระแสไม่พอใจจากประชาชนบางส่วนที่รู้สึกว่าประเทศกำลัง “กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ” แถมยังบอบช้ำจากการลงทุนของจีน ที่หลายต่อหลายครั้งก็ “ไม่ได้เกิดขึ้น” หรือ “เกิดขึ้นแล้วคนกัมพูชาไม่ได้อะไรเลย” เรียกว่า เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ
หรือไม่แน่...นี่อาจเป็น แผนที่วางไว้แต่แรก... ที่พยายามจะทำให้เรื่องราวใหญ่โตไปถึงระดับโลก หรือจริงๆแล้วอาจเป็นการหาจังหวะถอยจากจีนสักก้าวสองก้าว? แล้ววิ่งเข้าหาฝั่งตะวันตก เพื่อปรับสมดุลทางอำนาจ เพราะรู้ดีว่าถ้าเรื่องมันบานปลายใหญ่โตโดยปกติจีนจะไม่แลกชื่อเสียงของตนโดยการเข้ามาปกป้องกัมพูชา แต่จะอยู่ห่างๆตามสไตล์มังกร ในขณะที่ถ้าได้แรงสนับสนุนจากโลกตะวันตก ก็จะได้ประโยชน์ทั้งเรื่องไทยและเรื่องเศรษฐกิจของตัวเอง เรียกว่างานนี้ได้สร้างตำนานทั้งด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจไปพร้อมๆกัน
เพราะอย่าลืมว่า สหรัฐยุคนี้ ไม่ใช่ยุคที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเป็นประชาธิปไตย และการช่วยเหลือประเทศอื่นๆในรูปแบบ “พระเอก” เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว แต่เป็นยุคที่สหรัฐเป็นผู้มุ่งหน้าหาผลประโยชน์ของตัวเองแบบไม่แคร์โลกและเสียงก่นด่า ดังนั้น รัฐบาล “แบบกัมพูชา” อาจจะเป็นรูปแบบที่ทรัมป์ชอบ เพราะคุยง่าย ตัดสินใจง่าย จะมอบผลประโยชน์อะไรให้สหรัฐหรือโลกตะวันตก ก็ย่อมทำได้ในชั่วพริบตา
บทเรียนที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์ในประเด็นนี้ คือ แม้ว่ากัมพูชาจะเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีน แต่จากเหตุการณ์นี้เราเห็นได้ว่า กัมพูชา “ไม่ใช่แค่หมากตัวหนึ่งของจีน” อย่างที่หลายๆคนคิดและเชื่อ แต่กลายเป็นว่า กัมพูชาเป็น “เบี้ยที่ขยับเองได้” ไม่ได้ว่าตายรังเป็นของใครเสมอไป อีกทั้งยังมี “ชั้นเชิง” และ “ความกล้าหาญ” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ สามารถใช้ประโยชน์จากการแข่งขันของสองขั้วเพื่อเสริมพลังให้ตัวเอง หรือแม้แต่ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งกับไทยเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้
ย้อนกลับมาดูประเทศไทย การเมืองระหว่างประเทศจำเป็นต้องมีความกล้าหาญไม่น้อย โดยเฉพาะการเดินเกมการเมืองที่ต้องวางตำแหน่งแห่งหนของตัวเองให้ “ถูกที่ถูกเวลา” โดยเฉพาะการเป็น “เบี้ยที่ขยับเองได้” กล้ารุก กล้าสร้างราคาให้ตนเอง ไม่ใช่แค่การรับมือหรือลู่ไหลไปตามลม
ที่สำคัญที่สุดต้องรีบเร่งสร้างความแข็งแรงให้ตัวเอง ด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาผู้อื่น เมื่อใดที่แข็งแรงพอ หากจะยัง “ลู่ไปตามลม” อย่างน้อย ไผ่กอนี้ก็จะไม่หักลงง่ายๆ
เอวัง