นาทีนี้ แม้ไม่มีใครพร้อมที่จะให้มีการยุบสภาฯแล้วเลือกตั้งใหม่ แต่ย่อมไม่ได้หมายความว่า “อำนาจ” ที่มีอยู่ในมือ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี จะอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า พาวเวอร์ฟูล
ทว่า ในทางตรงกันข้าม ตัว “ผู้นำรัฐบาล” อาจเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับและเผชิญหน้ากับ “แรงกดดัน” ไปจนถึงการต่อรอง จากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ต้องการความมั่นคง บน “เก้าอี้นายกฯคนที่31”
“สรวงศ์ เทียนทอง” รมว.ท่องเที่ยวฯในฐานะ เลขาธิการพรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 21 มี.ค.68นี้ นายกฯอิ๊งค์ จะนัด “หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล” รับประทานอาหารกันอีกครั้ง
หมายความว่า ดินเนอร์ “วงเล็ก” รอบนี้ จะมีขึ้นก่อนถึงวันระเบิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 โดยคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ หลังจากที่ “ฝั่งรัฐบาล” ไม่อาจยื้อหรือเดินเกมถึงขั้นให้ “ล้มญัตติซักฟอก” ลงได้ ในเบื้องต้นสถานที่นัดหมายจะเป็นโรงแรมโรสวู๊ด มีพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นเจ้าภาพ
น่าสนใจว่า ก่อนหน้านี้ พรรคร่วมรัฐบาลเพิ่งนัดรับประทานอาหารร่วมกันไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.โดย พรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้าภาพที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล
และเป็นการรับประทานร่วมกันในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยอย่างรุนแรง โดยมีกรณีที่บอร์ดคดีพิเศษ ต้องเลื่อนการรับสอบคดีฮั้วเลือกสว.2567 ออกไปก่อน ซึ่งคดีดังกล่าวมี “สว.สายสีน้ำเงิน” ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ตกเป็นผู้ถูกร้อง ด้วยกันทั้งสิ้น “138+2สว.”
แต่สำหรับการนัดดินเนอร์ “วงเล็ก” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ดูเหมือนว่าเบื้องลึกเบื้องหลัง กำลังถูกบีบให้แคบลง โดยมุ่งไปที่การกระชับมิตร ย้ำไมตรี ภายในพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อ นายกฯแพทองธาร และพรรคเพื่อไทย กำลังเป็นฝ่ายเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพียงลำพัง
มิหนำซ้ำ ยังจะมีการดึงเอา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในฐานะผู้มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล เข้ามาถล่มกันในสภาฯ อีกด้วย เพราะไม่ว่า พรรคประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้านจะยอมถอยด้วยการ “ถอนชื่อ” เอาทักษิณ ออกจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วก็ตาม แต่คำเรียกแทนล้วนทิ่มแทงใจ ไม่ว่า ชายคนนั้น ,พ่อนายกฯหรือ ส.ท.ร. ซึ่งแปลว่า เสือกทุกเรื่อง
เมื่อนายกฯแพทองธาร กำลังจะตกอยู่ในสถานการณ์ “ตายเดี่ยว” แม้เกมที่พรรคเพื่อไทยวางเอาไว้คือการกระจายความเสี่ยง โยนเรื่องไปให้ “รัฐมนตรี” ทุกกระทรวง ทั้งของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฯที่ถูกพาดพิงถึง เป็นผู้ชี้แจง “เนื้องาน” แต่อย่าลืมว่าข้อหา “พ่อสั่งลูก” นั้นใครจะชี้แจงแทนกันได้
ลำพังการเอ่ยปากของ นายกฯอิ๊งค์ เพื่อขอให้ ทุกพรรคร่วมรัฐบาล “ซัพพอร์ต” คงยังไม่เพียงพอ ดังนั้นมื้อกระชับมิตรครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการรับประทานอาหารร่วมกันเท่านั้น !