ทวี สุรฤทธิกุล
สังคมที่มีกฎหมายมาก เพราะสังคมนั้นมี “ความชั่วมาก” แต่ก็ยังไม่เลวร้ายเท่าเมื่อมีกฎหมายแล้ว แต่ใช้บ้างไม่ใช้บ้างเพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวก
เมื่อเย็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ รุ่น พ.ศ. 2549 - 2551 ซึ่งจัดกันประจำทุกไตรมาศ นัยว่าเพื่อระลึกถึงความหลังและได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน รวมถึง “สารทุกข์” ของบ้านเมือง ที่หลายคนก็ยังห่วงใย และหลายคนก็ยังมีบทบาทอยู่ด้วย สำหรับคนที่ไม่มีบทบาทอะไรอย่างผู้เขียน(อ้อ ก็เขียนบทความเพ้อบ่นอยู่นี่ก็อาจจะเรียกว่าเป็นบทบาทหนึ่งก็ได้)ก็ได้ไปรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น บางทีได้รู้อะไรมาก็อดไม่ได้ที่จะเอามา “บอกต่อ” ดังนี้
คนสำคัญ ๆ ที่มางานนี้เป็นประจำก็คืออาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติรุ่นนั้น กับท่านรองประธานฯ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ และคนดัง ๆ อีกมาก แต่เมื่อค่ำคืนนั้นมี “คนพิเศษ” มาร่วมด้วยอยู่คนหนึ่ง เพราะนาน ๆ ครั้งจะมาร่วมด้วยสักที นั่นก็คือ พลเอกสนธิ บุญยรัตนกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งสมาชิกบางคนที่ได้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับ “คนโต ๆ” เหล่านั้น ได้เอาเรื่องหลายเรื่องมาเล่าให้โต๊ะของผู้เขียนที่นั่งอยู่ดึกหน่อยและกลับหลังสุดหลายเรื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ขำ ๆ” ของการรัฐประหารในครั้งนั้น (เอาไว้ให้เกิดรัฐประหารอีกครั้ง แล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง)
ในโต๊ะของผู้เขียนมีนักกฎหมายอยู่หลายคน แต่คนที่จุดประเด็นตามหัวเรื่องที่จั่วหัวไว้ของบทความวันนี้ก็คืออดีตสมาชิกวุฒิสภาชุดที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งไป และกำลัง “ขุดคุ้ย” เรื่องความระยำอัปรีย์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่หรือชุดปัจจุบัน ชุดที่แบ่งเป็นกลุ่มอาชีพต่าง ๆ แล้วเลือกไขว้กันไปกันมา จนเกิดเรื่องราวเน่าเหม็นเละเทะ ดังที่มีผู้ร้องเรียนและมีบางหน่วยงาน คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังดำเนินการจะ “เช็คบิล” อยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ในโต๊ะยังมีอดีตนายทหารที่เคยร่วมทำรัฐประหารมาหลายครั้ง กับนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มาร่วม “ถลก” เรื่องตลกร้ายของการเมืองไทยในเรื่องนี้อีกหลายคน
เรื่อง “ตลกร้าย” ที่ดีเอสไอได้เสนอเข้าไปสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ของกรมสอบสวนพิเศษ แม้ว่าจะมีการเลื่อนออกไปก่อน โดยจะมีการประชุมในเรื่องนี้อีกครั้งในคราวต่อไป(ได้ยินว่าคือในสัปดาห์นี้) ก็คือคณะกรรมการของดีเอสไอจะรับเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว.เป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะถ้ามีมติรับแล้วก็จะต้องมีการไปตั้งข้อหาเอากับ ส.ว. จำนวนมาก เท่าที่มีตัวเลขในข่าวก็คือ 138 คน ที่มีข่าวว่าได้มาด้วยการฮั้วในครั้งนี้ โดยเป็นข้อหาทางคดีอาญาร้ายแรง ที่ตำรวจดีเอสไอตั้งไว้ก็คือ “อั้งยี่ซ่องโจรและฟอกเงิน” โดย ส.ว.ที่ถูกฟ้องอาจจะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ และถ้าหากถึงขั้นอัยการส่งฟ้องศาล “ท่าน ๆ” เหล่านี้ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งถ้าวุฒิสภาลงมติ “อย่างไม่อับอาย” เช่นนั้น แม้จะยัง “หน้าทน” ยืนอยู่ในวุฒิสภาได้ แต่ก็คงจะอยู่ได้ลำบากในโลกภายนอก รวมทั้งอนาคตที่จะต้องหมดไป ตลอดจนผลประโยชน์ในตำแหน่งนี้อีกมากมาย และถ้ายิ่งเกิดความรู้สึกอับอายตามมา ก็จะยิ่งเกิดความอัปยศอดสูเป็นอันมาก
โต๊ะวิเคราะห์ข่าวในคืนนั้นเห็นพ้องต้องกันว่า เรื่องนี้เป็น “สงคราม” ระหว่างสองพรรค คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน และยังมองต่อไปอีกช็อตว่า เมื่อมีการลงมติในการประชุมครั้งใหม่เพื่อรับคดีนี้ให้เป็นคดีพิเศษเพื่อให้มีการสอบสวนเอาผิด ส.ว. (สีน้ำเงิน) ชุดนี้ คณะกรรมการคดีพิเศษที่มีคนในฝ่ายของพรรคเพื่อไทยอยู่มากกว่า น่าจะโหวตรับ และนั่นก็คือความพ่ายแพ้ของพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตามก็มีอดีต สนช.บางคนที่ร่วมโต๊ะอยู่นั้นมองข้ามช็อตไปว่า “น่าจะโหวตไม่รับ” เพื่อจะ “ซื้อใจ” พรรคสีน้ำเงินให้ร่วมรัฐบาลอยู่ต่อไป เว้นแต่จะสามารถไปรวมกับพรรคสีส้มได้ (อย่างที่เคยมีข่าวว่าพ่อของผู้นำบางคนในรัฐบาลนี้ได้ไปตกลงกับ “ตี๋ ธ.” อดีตหัวหน้าพรรคสีส้ม ที่ฮ่องกง หลังการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2566 ก่อนที่จะมาตกลงกับพรรคสีน้ำเงินนี้)
ทั้งนี้เป้าหมายของ “มารหน้าเหลี่ยม” ก็คือ “ยืดอายุ” รัฐบาลนี้ให้ไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2570 ให้ได้ เพราะนั่นคือ “ทางรอดทางเดียว” ของมารตนนี้ รวมถึงลูกสาวและรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาล ที่มีชนักติดหลังในเรื่องร้องเรียน ตลอดจนคดีต่าง ๆ ซึ่งด้วยอำนาจทางการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลอยู่นี้ จะทำให้บรรดาองค์กรอิสะและหน่วยงานราชการที่กำลังจะตรวจสอบและเอาผิดกับทุกคนดังกล่าว ยังจะต้องยำเกรง รวมถึงที่ยังต้องรอรับผลประโยชฯต่าง ๆ ได้ไปอีกเรื่อย ๆ รวมทั้งบางคนในบางองค์กรก็ได้รับประโยชน์ไปเป็นจำนวนมากแล้ว และยังต้องการที่จะ “เล็มเลีย” เอาประโยชน์จากมารหน้าเหลี่ยมและบริวารให้ได้มาก ๆ
ขณะที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียด แต่ก็ต้องตึงเครียดมากขึ้น เมื่ออดีต สนช.ท่านหนึ่ง “โพล่ง” ขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า “อย่างนี้มันต้องนิติรัฐประหาร !” แล้วผู้เขียนก็ถามเขาว่า “ทำยังไงครับ” เขาบอกว่าต้องให้คนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในองค์กรต่าง ๆ นั่นแหละ “ใช้กฎหมายให้เต็มที่และถึงที่สุด”
“เอาพวกมนลงนรกให้ได้ !” อดีต สนช.คนนั้นกัดฟันสบถ ซึ่งทำให้ผู้เขียนนอนไม่หลับตลอดคืน
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการเมืองการปกครองไทยในขณะนี้ก็คือ การไม่ทำหน้าที่ให้จริงจังของผู้ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น อย่างเช่น ตำรวจจราจร เทศกิจ อบต. เทศบาล ฯลฯ ไปจนถึงหน่วยราชการและองค์กรอิสระในระดับชาติ ไม่เว้นแต่รัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ยังงอมืองอเท้าและทำงานแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” แต่ที่ทุเรศกว่านั้นก็คือ “รับใช้นักการเมืองกับผู้มีอำนาจ”
มีข้อมูลมาเล่าในโต๊ะวิเคราะห์ในคืนนั้นอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า มี “คนโตภาคอีสาน” จ่ายเงิน “ซื้อ” ผู้บริหารขององค์กรอิสระบางแห่งที่มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งจำนวนหลายคน รวมถึงขอให้คอยดูว่าในการแต่งตั้งกรรมการคนใหม่ ผู้บริหารบางคนที่ถูกซื้อนี้จะได้เข้ามาเป็นกรรมการ และอาจจะขึ้นสูงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอีกด้วย
ผู้เขียนเป็นคนชอบดื่มน้ำหวานยี่ห้อหนึ่ง แต่จำชื่อที่ถูกต้องไม่ได้ จึงขอยกแก้วให้กับชะตากรรมของประเทศไทยที่เราจะต้องเจอกันไปอีกนาน จนกว่าผู้ที่รักษากฎหมายจะยืนหยัดขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม นี่แหละที่จะเรียกได้ว่า “นิติปฏิวัติ” หรือ “รัฐประหารโดยกฎหมาย”
มาช่วยกันดื่มอำลาความเลวด้วยน้ำหวานยี่ห้อนี้ “เอ้า Hell (to those) Blue Boys !”