เสือตัวที่ 6
สมรภูมิการต่อสู้ระหว่างรัฐกับกลุ่มคนที่พยายามแยกการปกครองเป็นอิสระสู่รัฐเอกราชที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานานนี้ มีกลุ่มคนที่รวมตัวจัดตั้งเป็นขบวนการที่ชื่อขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Patani Malayu National Revolutionary Front) หรือบีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มหลักที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด โดยก่อตั้งเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2503 บีอาร์เอ็นมีความเข้มแข็งมากขึ้นและมีพัฒนาการทางยุทธศาสตร์และปรับกลยุทธ์การต่อสู้ให้สอดรับกับสถานการณ์อย่างมีชีวิตชีวามาเป็นลำดับ ใน พ.ศ. 2511 ได้จัดตั้งหน่วยลาดตระเวนขนาดเล็กที่ชื่อว่า RKK และ กองกำลังติดอาวุธปลดแอกอิสลามปาตานี (Patani Islamic Liberation Armed Forces) ซึ่งเป็นกองกำลังที่ถูกฝึกอย่างลับๆ มาจากหน่วยรบพิเศษของประเทศอินโดนีเซียและคนกลุ่มนี้ก็มาขยายผลฝึกผู้คนในพื้นที่ให้มีจำนวนมากขึ้น และเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบอยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน เป็นกองกำลังติดอาวุธที่มีเป้าหมายเพื่อก่อกวนและสร้างสถานการณ์ที่ยึดโยงไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของรัฐไทย ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมีหลายกลุ่มที่มีพัฒนาการและกลยุทธ์การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายเอกราชปาตานีที่แตกต่างกัน เพื่อดำรงสภาพของตนไว้ อาทิ บีอาร์เอ็น คองเกรส เน้นการรบแบบจรยุทธ์ การรบแบบกองโจร ไม่สร้างที่พักถาวร แต่ใช้การหลบหนีข้ามพรมแดน ส่วนบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต เป็นกลุ่มที่อิงผู้นำทางศาสนาและนักการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยมีการเคลื่อนไหวและใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นเกราะกำบังเพื่อขยายความเชื่อและจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีสู่กลุ่มเยาวชนในสถานศึกษาเป็นเครือข่าย ขยายวงกว้างจนเป็นพลังแนวร่วมมวลชนที่พร้อมจะแสดงออกในทุกรูปแบบที่จะบ่งบอกว่า คนในพื้นที่ปลายด้ามขวานต้องการอิสรภาพในการปกครองดูแลกันเอง
พัฒนาการทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่หันมามุ่งเอาชนะทางการเมืองเป็นหลักโดยมีการก่อเหตุร้ายเป็นกลยุทธ์ที่เร่งเร้าสู่เป้าหมาย ทำให้การก่อเหตุร้ายสร้างความรุนแรงมีจำนวนลดลงในห้วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลดีต่อสถานการณ์ใน จชต. และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายโครงสร้างและลดทอนศักยภาพการต่อสู้กับรัฐของขบวนการแบ่งแยกการปกครองกลุ่มนี้ลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการต่อสู้ทางการเมืองที่มีการต่อสู้ทางความคิดอย่างเข้มแข็งที่แนวร่วมขบวนการได้รับการสั่งสมบ่มเพาะกล่อมเกลาให้มีแนวคิดจิตวิญญาณสู่อุดมการณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่เอกราชปาตานี ที่รัฐยังไม่บรรลุผล ในทางตรงข้ามจากการที่ขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐกลุ่มนี้ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรลับได้ถูกเปิดตัวในเวลาต่อมา โดยเฉพาะชื่อองค์กรโดยคณะพูดคุยในการพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2556 ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เป็นองค์กรลับ จนทำให้ขบวนการนี้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เป็นยุทธศาสตร์การเอาชนะด้วยสงครามการเมืองเป็นหลักด้วยการรุกทางการเมืองขยายการปลุกจิตสำนึกร่วมอุดมการณ์การต่อสู้สู่เอกราชปาตานี ด้วยการหล่อหลอมกล่อมเกลา บ่มเพาะปลุกระดมความคิดเป็นความเชื่อสู่ความเคียดแค้นอย่างสุดโต่ง มุ่งเน้นการสร้างชุดความคิดความเชื่อในการเป็นเอกราชเพื่อขยายการจัดตั้งมวลชนสนับสนุนอย่างกว้างขวาง พร้อมกับการเอาชนะทางการเมืองในระดับชาติที่มุ่งจะสร้างโอกาสในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ โดยอ้างหลักการสิทธิเสรีภาพสู่เดินไปตามหลักการของสิทธิในการกำหนดอนาคตของคนในพื้นที่เอง (RSD) อันเป็นหลักการสากลเพื่อสร้างความชอบธรรมและแสวงหาการสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน บีอาร์เอ็นคือขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่มีความเข้มแข็งกลุ่มเดียวที่มีศักยภาพในการต่อสู้กับรัฐทั้งอาจมีความเหนือกว่ารัฐตรงที่องค์กรนี้ยังปกปิดการเคลื่อนไหวจนทำให้รัฐไม่ค่อยจะเข้าใจและรู้เท่าทันพวกเขาอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการเป็นรัฐเอกราชปาตานีด้วยหลักการทำสงครามประชาชนที่มีการจัดตั้งกองกำลังไว้ในองค์กรมวลชน และมีหมู่บ้านเป็นฐานการทำสงครามปฏิวัติเพื่อการปลดปล่อยปาตานี โดยใช้เงื่อนไขชาติพันธุ์ ชาตินิยมมลายูปาตานี และศาสนาอิสลามแบบสุดโต่งเป็นฐานในการสร้างอุดมการณ์และสำนึกร่วมในการต่อสู้เพื่อเอกราช ทำให้บีอาร์เอ็นเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้การรุกทางการเมืองทั้งในพื้นที่ปลายด้ามขวานและการเมืองระดับชาติตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศโดยที่รัฐไทยยังมองไม่เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งเท่าที่ควร ส่งผลให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนานจนถึงปัจจุบัน โดยบีอาร์เอ็นยังเดินหน้าหล่อหลอมให้เกิดความเชื่อในหลักการญิฮาดในดินแดนปาตานี จนเป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อการตัดสินใจเข้าสู่การเป็นสมาชิกขบวนการทั้งปีกการเมืองและปีกการทหารของบีอาร์เอ็น ทั้งยังมรกระบวนการส่งต่อชุดความคิดชาตินิยมมลายูปาตานีดังกล่าวจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อการต่อสู้กับรัฐอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้เอกราชปาตานี
กระบวนการขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐที่มีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นแกนนำของกล่มขบวนการที่หลากหลายในการต่อสู้กับรัฐในพื้นที่แห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความแน่วแน่ในเจตนารมณ์ที่ต้องการเอกราชตานี มีการปรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนที่สอดรับกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลาได้อย่างเหมะสมเพื่อยังคงความได้เปรียบในการต่อสู้อยู่ได้ตลอดมา ความแน่วแน่และต่อเนื่องของผู้นำขบวนการที่ถ่ายทอดอุดมการณ์เอกราชได้อย่างแนบแน่น โดยมีนโยบายยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำให้กลุ่มคนในระดับปฏิบัติการในพื้นที่สามารถปฏิบัติการต่อสู้กับรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยการปกปิดซ่อนเร้นโครงสร้างองค์กร ซ่อนเร้นเจตจำนงการต่อสู้ ซ่อนเร้นวิถีการต่อสู้ ในขณะที่บีอาร์เอ็นรู้เท่าทันคนของรัฐในทุกระดับได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รัฐเองกลับยังไม่รู้จักบีอาร์เอ็นมากพอ ทำให้รัฐตีความและกำหนดวิถีการต่อสู้ของรัฐแปลกแยกแตกต่างจนขาดน้ำหนักและพลังมากพอที่จะระงับยับยั้งการก้าวย่างของบีอาร์เอ็นได้ ทั้งรัฐเองยังไม่รู้ตัวเองว่าจะขับเคลื่อนการต่อสู้กับขบวนการอย่างไร รัฐยังไม่สามารถเลือกคนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนทุกองคาพยพของรัฐในการต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ได้อย่างถูกฝาถูกตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องรู้จักบีอาร์เอ็นมากพอ มีความเท่าทันในวิธีคิดของบีอาร์เอ็น ส่งผลให้หน่วยงานระดับปฏิบัติขาดพลังในการต่อกรกับบีอาร์เอ็นอย่างชัดเจน หากฝ่ายบีอาร์เอ็นชัดเจนแน่วแน่ในตัวของเขาเอง และอ่านรัฐได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่รัฐยังไม่รู้เท่าทันบีอาร์เอ็นและยังไม่รู้ตัวเองอีกด้วย ย่อมมองเห็นได้ชัดว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้กุมชัยชนะในสงครามครั้งนี้