สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงคาดการณ์ประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 คาด GDP ขยายตัวที่ 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%) เท่ากับประมาณการครั้งก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และการขยายตัวของภาคของส่งออก ส่วนปัจจัยเสี่ยง ยังต้องจับตานโยบายสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมาตรการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าและการจัดเก็บภาษีศุลกากร อาจทำให้ GDP ไม่ถึง 3% ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับ และความเสี่ยงจากการผันผวนในภาคการเกษตรทั้งผลผลิตและราคาสินค้าเกษตรสำคัญ
ทั้งนี้การคาดการณ์ GDP ปี 2568 ขยายตัว 2.3-3.3% ได้รวมมาตรการแจกเงินหมื่นและความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกแล้ว ส่วนเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้ GDP ขยายตัวถึง 3.5% นั้น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มองว่าต้องมีมาตรการเสริมการลงทุนและกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนจากภาครัฐ
“ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมถึงต้องพิจารณาเม็ดเงินที่เหลืออยู่ ซึ่งหลังจากมีการแจกเงินหมื่นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุไปแล้ว มีเม็ดเงินเหลืออยู่ในขณะนี้ราว 1.57 แสนล้านบาท โดยมองว่าช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในกระจายการเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ ซึ่งต้องมีการจัดทำแพ็คเกตการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยทำเป็นโครงการไม่ใหญ่ ขนาด 5-10 ล้านบาท เพื่อกระจายไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยการส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว ก็อาจทำให้เป้าหมายของรัฐบาลประสบความสำเร็จได้ และยังช่วยสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ แก้ปัญหาภัยพิบัติในระดับหนึ่งด้วย ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการรับมือกับนโยบายทรัมป์ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนั้น มองว่า ภาครัฐ ควร เร่งส่งเสริมเม็ดเงินการลงทุน กระตุ้นภาคการส่งออกและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง”
ข้อเสนอของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นข้อเสนอที่ดี ยังประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาน้ำ สามารถเล็งผลเลิศได้ แต่เรามองวาเป็นเรื่องที่สร้างความยากลำบากให้กับรัฐบาล ในการบริหารจัดการด้านการเมือง และความรู้สึกของประชาชนที่รอเงินหมื่นในเฟส 3 และกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนผ่านสมาร์ทโฟน ย่อมกระทบต่อคะแนนนิยม
อีกทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาประชาคม คือ เงินดิจิทัล ที่แท้จริง ที่ตรงปกตามที่หาเสียงไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในอนาคตให้เผชิญกับความเสี่ยง
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของรัฐบาลในการที่ตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง พร้อมกับกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริงตามข้อเสนอของสภาพัฒน์ฯ ควบคู่ไปกับ การสามารถกระจายเงินไปสู่ผู้ที่รอเม็ดเงินหมื่นจากรัฐบาลอยู่ด้วยให้ได้อย่างราบรื่น บริหารทั้งการเมืองและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน