เมื่อ “ดาบสอง” กำลังเริ่มทำงาน แม้จะยังไม่ถึงเวลา “ฟัน” ลงมา แต่ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความตึงเครียด และหวั่นไหว ต่อ พรรคสีส้ม อย่าง “พรรคประชาชน” อย่างรุนแรง 


 โดยเฉพาะในจังหวะที่ พรรคประชาชน เป็นหัวหอกเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่วางใจรัฐบาล ในวันที่ 27 ก.พ.68 นี้และคาดว่าการซักฟอกรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลจะมีขึ้นในราวกลางเดือนมี.ค.68  ซึ่งเรื่องนี้ แกนนำพรรคอย่าง “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรค ยอมรับว่าทำให้พรรคเสียสมาธิพอสมควร มีสส.บางรายต้องขอถอนตัวไปเพื่อเตรียมเข้าชี้แจงต่อ “คณะกรรมการป.ป.ช.”  หลังจากที่ได้รับหนังสือให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ความผิดตามมาตรฐาน “จริยธรรมร้ายแรง” เข้าชื่อยื่นแก้กฎหมาย ม.112 ที่ผ่านมา 


 ที่บอกว่าเรื่องนี้คือ “ดาบสอง” เพราะเป็น “ภาคต่อ” มาจาก “ดาบแรก” กรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.67 ว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”  หัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น และ พรรคก้าวไกล โดย ส.ส.จำนวน 44 คน ที่เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่..) พ.ศ... เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง 


 ผลจากดาบแรก คือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญให้ “ยุบพรรคก้าวไกล” พร้อมกับสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค 11 คน เป็นเวลา 10 ปี ทำให้ “พิธา” ดาวเด่นของพรรคก้าวไกล มีอันต้องหายไปจากหน้าฉาก โดยถือเป็นความเสียหายของพรรคก้าวไกล อย่างรุนแรง เสียทั้งบุคลากรระดับ “แม่เหล็ก” ซึ่งว่ากันว่ารุนแรงพอๆกับเมื่อคราว “ยุบพรรคอนาคตใหม่” 


 อย่างไรก็ดี นับจากวันที่พรรคก้าวไกล  เจอกับ “ดาบแรก” ไปแล้วเมื่อปี 2567 หลายฝ่ายต่างรู้ดีว่า เมื่อ “ดาบสอง” ขยับใกล้เข้ามามากเท่าใด สถานการณ์ของพรรคประชาชน ที่ยังมี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”  สส.บัญชีรายชื่อ ทำหน้าที่ หัวหน้าพรรค อาจต้องเผชิญกับความเสียหายครั้งใหญ่


  เพราะหากภายใน1-2 เดือนนี้ หากเดินไปจุดที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูล แล้วส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา หากศาลฎีกา “รับคำร้อง” ไว้พิจารณา ผู้ที่ที่เป็น สส.อยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน


 และหากไปถึงบทสรุปสุดท้าย หากศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่า “ผู้ถูกกล่าวหา” จะหมายถึง “ทั้งหมด” ทั้ง 44 สส.หรือ “บางส่วน” มีพฤติการณ์ หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าว จะทำให้บุคคลเหล่านี้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
 เท่ากับว่า ความปั่นป่วนจะเกิดขึ้น สองช็อต คือ หนึ่งเมื่อศาลฎีกา รับคำร้อง จะต้องมีสส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ และช็อตที่สอง คือคำพิพากษาของศาลฎีกา เดินมาถึงคำตอบสุดท้าย ว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดจริง พรรคประชาชน พรรคสีส้ม แทบไม่เหลือผู้รอดชีวิต ไปทำพรรคกันต่อด้วยซ้ำ หมายความว่าวลีปลุกใจ “ตายสิบ เกิดแสน” นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากปัญหาที่กระทบกับพรรคเหมือนสึนามิถล่มเข้าใส่ถึงสามรอบ !