ทวี สุรฤทธิกุล
ทางรอดหนึ่งของการเมืองไทยคือการเปลี่ยนแปลงไปสู่ “สำนึกการเมืองแบบใหม่”
ถ้าเราจะมองการเมืองไทยโดยแบ่งช่วงสมัยของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ ๆ โดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของ “สำนึกทางการเมืองของคนไทย” ก็อาจจะแบ่งได้เป็น 3 ช่วงใหญ่ ๆ คือ ช่วงแรก หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ที่คนไทยยังอยู่ภายใต้การครอบงำของทหารและข้าราชการ ที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” ช่วงที่สอง ตั้งแต่หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนถึงช่วงที่มีการปฏิรูปการเมืองใน พ.ศ. 2540 อันเนื่องมาจากการเมืองไทยถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของเงินตรา ที่เรียกว่ายุค “ธนาธิปไตย” และช่วงที่สาม ตั้งแต่ที่มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาจนถึงปัจจุบัน ที่คนไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลของระบอบทักษิณ โดยมีนักวิชาการบางคนเรียกยุคนี้ว่า “ทักษิณาธิปไตย”
คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป จะต้องผ่านประสบการณ์ในกระแสสำนึกทางการเมืองทั้ง 3 รูปแบบนี้มาด้วยกันทุกคน ส่วนคนที่เพิ่งจะมีสิทธิเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ประกาศใช้ ก็อาจจะได้สัมผัสเพียงกระแสสำนึกเดียว คือกระแสของทักษิณาธิปไตยเท่านั้น แต่ถ้าเราได้สัมผัสกระแสสำนึกทางการเมืองในทั้งสามยุคแล้วละก็ เราจะมองการเมืองไทยทั้งในปัจจุบันนี้และในอนาคตได้อย่างชัดเจนว่า มันมีความเกี่ยวข้องและส่งผลต่อกันและกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (2454 - 2538) เป็นกูรูคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยในช่วงก่อนระบอบทักษิณ แต่ท่านก็เคยให้ “ทฤษฎีทางการเมืองไทย” ไว้อย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนขอสังเคราะห์หรือสรุปรวมเรียกว่า “ทฤษฎีแก่นกลางและรากเหง้าของระบบการเมืองไทย” โดยมีสาระสำคัญดังนี้
“แก่นกลาง” ของการเมืองการปกครองไทยตั้งแต่อดีตก็คือ “พระมหากษัตริย์” โดยในสมัยโบราณจะมี “ทหาร” เป็นผู้ค้ำจุนอำนาจไว้ให้(แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นทหารที่เข้มแข็งก็จะมีพระราชอำนาจแข็งแกร่งด้วยพระองค์เอง) จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีข้าราชการที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นมาร่วมค้ำจุน กระนั้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทหารก็ยังคงมีอำนาจมากที่สุด จนเมื่อเกิดการ “ประสานอำนาจ” ระหว่างพระมหากษัตริย์กับทหารในปลายยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กระทั่งมาสนิทแน่นแฟ้นในยุคของจองพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา จนถึงในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทหารก็มีฐานะเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันกับพระมหากษัตริย์
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถึงแก่อสัญกรรมในช่วงที่ประเทศไทยเพิ่งจะเกิดรัฐประหารโดยคณะ รสช. ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผ่านไปได้ไม่กี่ปี ก่อนที่ท่านจะป่วยหนักและต้องเข้าไปนอนอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่กลางปี 2536 ท่านได้ปรารภกับลูกศิษย์และคนใกล้ชิดบางคนว่า “เป็นห่วงในหลวงมาก” ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนสังเกตน่าจะเป็นเหตุผลจาก “ความสนิทสนม” ระหว่างทหารกับพระมหากษัตริย์นั่นเอง โดยท่านพูดถึงคนไทยที่ตามระบอบประชาธิปไตยก็ควรที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองนั้นให้เป็น “แกนกลาง” ตามแนวทางที่ควรจะเป็นต่อไป โดยท่านได้บ่นเสียดายในเรื่องนี้มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แล้วว่า “คนไทยก็ยังเป็นคนไทยอยู่นั่นแหละ คือหวังพึ่งแต่ผู้มีอำนาจ(หมายถึงทหารและคนที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ทางการเมือง)และพระบรมเดชานุภาพ” (ซึ่งเราก็คงจะได้เห็นความจริงในคำพูดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี้แล้วว่า เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤติในทุกครั้ง คนไทยจะร้องเรียกหรือวิงวอนขอความช่วยเหลือจาก “ใคร?”)
ส่วนเรื่อง “รากเหง้า” เป็นทฤษฎีที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ใช้ศึกษาคนทั่ว ๆ ไป แต่ก็สามารถนำมาใช้ศึกษานักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางการเมืองได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ท่านบอกว่าถ้าเราอยากจะรู้จักหรือสนิทสนมกับใคร เราจะต้อง “รู้จัก” คน ๆ นั่นให้ลึกซึ้งไปจนถึง “รากเหง้าของเขา” นั่นก็คือตั้งแต่ชาติพงศ์วงศ์ตระกูลไปจนถึงนิสัยใจคอและความคิดต่าง ๆ ของคน ๆ นั้น ซึ่งถ้าหลาย ๆ คนได้เข้าไปสนิทสนมกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ในการพูดคุยกับท่านตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ก็จะต้องเจอกับคำถามที่ถามลึกเข้าไปถึงเรื่องส่วนตัว ตั้งแต่พ่อแม่พี่น้อง การทำมาหากิน กระทั่งเราชอบหรือไม่ชอบอะไร ฯลฯ (มีนวนิยายที่โด่งดังของท่านชุดหนึ่งเรื่อง “หลายชีวิต” ที่เป็นตัวอย่างอันดีของการศึกษาชีวิตผู้คน “อย่างละเอียด” ในแนว “จนถึงรากเหง้า” นี้)
“ทฤษฎีรากเหง้า” ทำให้ท่านมองสังคมไทยได้ลึกซึ้ง โดยท่านมองว่าสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกร รักอิสระและพึ่งพิงธรรมชาติ มีศาสนาพุทธเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีความเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อแผ่ อีกทั้งชอบความสุขสบายด้วยเคยอยู่ภายใต้ระบอบเจ้าขุนมูลนายมาโดยอย่างยาวนาน ซึ่งในตอนที่ท่านมีนโยบายเงินผัน ที่จะให้คนไทยในชนบทไปรับจ้างขุดบ่อขุดคลองทำถนนและกับค่าแรงที่รัฐบาลจะจ่ายให้ ในปี 2518 ท่านบอกว่านั่นคือความพยายามที่จะ “กระตุกสำนึก” บางอย่างของคนไทย คืออยากจะทำให้คนไทย “เป็นเจ้านายของตัวเอง” ด้วยการช่วยกันทำงานเพื่อประโยชน์ร่วมกันของชุมชน โดยลดการพึ่งพิงระบบราชการ ดังนั้นโครงการเงินผันจึงมีแนวทางหลักที่จะให้ชาวบ้านประชุมช่วยกันคิดโครงการที่จะทำในชุมชนหมู่บ้านตำบลนั้นร่วมกันเสียก่อน จากนั้นรัฐบาลก็จะส่งเงินเข้าไปที่ชุมชนโดยตรง โดยใช้ระบบสภาตำบล เงินจะไม่ผ่านนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนสมัยก่อน ซึ่งรัฐบาลต่อ ๆ มาก็สืบเนื่องโครงการเงินผันนี้มาอยู่ระยะหนึ่ง และโครงการเงินผันนี่เองได้สร้าง “สำนึกที่ยิ่งใหญ่” อย่างหนึ่งให้กับคนไทย นั่นก็คือความรู้สึกว่าตัวเอง “เป็นใหญ่และมีอำนาจ” อันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์แม้จะไม่ได้สนิทสนมกับนายทักษิณ ชินวัตร อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้ามองไปถึง “รากเหง้า” อย่างหนึ่งของนายทักษิณ นั่นก็คือคนที่เป็น “อาจารย์ใหญ่” ของนายทักษิณ ที่รู้จักนายทักษิณมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็คือ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2518 ซึ่งตอนนั้นนายทักษิณยังเป็นนายตำรวจติดตามนายปรีดา โดยที่นายปรีดานี้ถือเป็น “เด็กสวนพลู” หรือคนที่เข้านอกออกในบ้านสวนพลูของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่เป็นประจำ ซึ่งหลายคนเชื่อว่านโยบายประชานิยมหลายอย่างของพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2544 ก็มีที่มาจากนโยบายของพรรคกิจสังคมในครั้งก่อนนั้น เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้านก็มาจากนโยบายเงินผัน นี้เป็นต้น
นโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยได้เปลี่ยนกระแสสำนึกของคนไทยไปมาก ในด้านดีก็คือสร้างกระแสประชาธิปไตยขึ้นในชุมชมท้องถิ่นไปทั่วประเทศ แต่ในด้านร้ายก็คือก่อให้เกิดลัทธิอันชั่วร้ายที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” หรือ “ทักษิณาธิปไตย” นั่นเอง
เราต้องสร้างกระแสสำนึกใหม่ขึ้นมาทำลายระบอบทักษิณนี้ให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่สังคมไทยในปีหน้านี้ และเพื่ออนาคตของลูกหลานไทยในอีกอสงไขยกาลนั้นด้วย !