เสือตัวที่ 6
ความตึงเครียดต่อสถานการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ว้าแวง (UWSA) หรือส่งกองกำลังทหารรุกล้ำเข้ามาวางกำลังในเขตแดนไทย บริเวณพื้นที่ดอยหัวม้าซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยมากขึ้นนอกเหนือจากชนกลุ่มว้าแดง เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดนานาชนิดเข้ามาแพร่ระบาดในสังคมไทยมาช้านานจวบจนปัจจุบันที่มีระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดยาเสพติดในแผ่นดินไทยมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งยังซ้ำเติมจากการสร้างปัญหาที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐไทยโดยการรุกล้ำอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐไทยด้วยกำลังทหารอย่างเปิดเผยในขณะนี้ ทั้งนี้รัฐไทยโดยกองทัพไทยได้ส่งสัญญาณขอให้กองทัพว้าแดงถอนกำลังออกไปจากพื้นที่เขตดินแดนของไทยภายในเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ หากแต่กองทัพว้าแดงก็ยังมีปฎิกิริยาที่ไม่เป็นผลดีที่จะตอบสนองต่อการร้องดังกล่าวของไทยเท่าที่ควร แม้ที่ผ่านมากองทัพไทยได้ส่งสัญญาณเตือนกองทัพว้าแดงด้วยการเตรียมการต่างๆ เป็นระยะๆ
ในขณะที่กองทัพบกไทยมีคำสั่งให้กองพันปืนใหญ่จากกองทัพภาคที่ 3 สำรวจพื้นที่วางปืนใหญ่สนามในบริเวณใกล้เคียงเพื่อการเตรียมการยิงสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหากจำเป็นหรือมีคำสั่งให้มีการเคลื่อนกำลังรบของไทยเข้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อการขับไล่กองทัพว้าแดงที่รุกล่ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยอยู่นั้น กองกำลังทหารว้าแดงก็กำลังรวบรวมพิกัดที่ตั้งของฝ่ายไทยและกองทัพกู้ชาติแห่งรัฐฉาน SSA พร้อมถ่ายภาพฐานที่มั่นทหารไทย ทั้งยังส่งสัญญาณว่า การที่กองทัพไทยกดดันกองทัพว้าแดงเช่นนี้นั้น เป็นสิ่งที่ว้าแดงยอมรับไม่ได้ โดยกล่าวอ้างว่าดินแดนที่กองทัพว้าแดงวางกำลังทหารอยู่ดังกล่าวนั้นเป็นดินแดนของว้าแดงเองจึงไม่ได้เป็นการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของไทยแต่อย่างใด โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวกองทัพของขุนส่าเคยเข้ามาตั้งฐานที่มั่นบริเวณดอยหัวม้า และดอยเนินสูงข่มใกล้เคียงรวมจำนวน 5 ฐานปฏิบัติการ ในพื้นที่อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน แต่ต่อมากองทัพของขุนส่าถูกกองทัพว้าแดงเข้ายึดครอง ทำให้ฝ่ายว้าแดงถือว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่ใช่ของไทย ว้าแดงจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทำตามข้อเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าวตามที่ฝ่ายไทยเรียกร้องได้ ในทางตรงข้ามว้าแดงยังมีการเสริมกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว และหากกองทัพไทยส่งกำลังเข้ามา กองทัพว้าแดงยืนยันชัดเจนว่าจะทำการตอบโต้กองทัพไทยอย่างสาสม
แม้การมีคำสั่งหรือข้อเรียกร้องให้กองทัพว้าแดงถอนทหารออกจากดินแดนอธิปไตยของไทยครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก หากแต่การเรียกร้องให้ถอนกองกำลังว้าออกจากพื้นที่บริเวณนั้นมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2553 และฝ่ายว้าเคยปฏิเสธมาโดยตลอด เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวต่างฝ่ายต่างก็อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจึงเป็นปัญหาสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ยิ่งทำให้กาลเวลาที่ทอดยาวออกไปส่งผลให้ปัญหานี้ซับซ้อนมากขึ้นด้วยการสู้รบของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อีกหลายกลุ่มกับรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังสู้รบกับกลุ่มว้าแดงนี้เองด้วย โดยการรุกล้ำครั้งล่าสุดนี้มีการรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนอธิปไตยของไทยมากขึ้นอย่างชัดเจนโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพของไทย โดยปัจจุบันว้ามีพื้นที่แยกออกเป็น 2 ส่วน ด้วยมีดินแดนที่เป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นยึดครองคั้นกลาง ทำให้ว้าแดงมีอิทธิพลเขตปกครองอยู่ 2 พื้นที่หลักๆ คือเขตว้าเหนือซึ่งมีชายแดนติดกับจีน และเขตว้าใต้ซึ่งมีชายแดนติดกับไทย ตั้งแต่ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน
จากการที่กลุ่มว้าแดงมีรายได้หลักจากการผลิตยาเสพติดที่ส่งออกมาไทยเป็นหลักและเป็นทางผ่านไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตยาเสพติดอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็งทั้งในเขตว้าเหนือและว้าใต้ ทำให้ว้าแดงมีศักยภาพในการเสริมสร้างกองทัพว้าให้เข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนว้าแดงเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จนทำให้ว้ากลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทและเข้มแข็งมากที่สุดในเมียนมา ผลกระทบจากการที่กลุ่มว้าแดงมีความเข้มแข็งมากขึ้นก่อให้เกิดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐไทยอย่างหลากหลายทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาการตั้งฐานก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ ปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง และปัญหาฝุ่นมลพิษจากการเผาป่าที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในชาติของรัฐไทยในบริเวณภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เป็นภัยคุกคามทางทหารเหนือดินแดนอธิปไตยของไทย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารไทยกับว้ามาตลอด เช่นในปี 2543 ทหารไทยกับกองกำลังว้าได้ปะทะกันบริเวณชายแดนไทยที่ จ.เชียงใหม่
ปรากฏการณ์รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยครั้งนี้ของกลุ่มว้าแดงจึงไม่ใช่ครั้งแรก ซึ่งรัฐไทยได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการยื่นประท้วงและการเจรจามาโดยตลอด หากแต่ว้าแดงก็บ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าไทยต้องเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเอง อาทิ ในปี 2559 ทางการไทยเคยร้องขอให้รัฐบาลเมียนมาเข้าช่วยโน้มน้าวให้กองทัพสหรัฐว้าถอนกำลังจากดินแดนของไทยแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จวบจนปัจจุบันการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาการรุกล้ำดินแดนก็ยิ้งยากลำบากมากขึ้น ด้วยรัฐบาลทหารเมียนมากำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอจากการรบพุ่งกับกลุ่มชาติพันธุ์ รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับกลุ่มว้าแดงเพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลเมียนมาเองเป็นสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มว้าแดงเหล่านี้มีมหาอำนาจอย่างจีนเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งทำให้การเจรจากับเมียนมาให้ช่วยมากดดันกลุ่มว้าแดงยิ่งเป็นไปไม่ได้ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ว้าแดงกับจีนมีความเชื่อมโยงทั้งในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและการทหาร เนื่องจากกลุ่มว้าแดงอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้พรมแดนจีน-เมียนมาร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเข้มแข็งของว้าแดงจึงมีมหาอำนาจจีนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นหากรัฐไทยจะแก้ปัญหาที่คุกคามต่อความมั่นคงของรัฐในมิติต่างๆ ได้อย่างเป็นผล ต้องใช้การเจรจาระดับยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจจีนอย่างชาญฉลาดให้เป็นผลสำเร็จจึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด