ทีมข่าวคิดลึก
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หากสังเกตจะพบว่ามีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสองด้านและเป็นสองด้านที่ยืนอยู่คนละขั้วทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง !
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ย. "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีได้เปิดบ้านพักส่วนตัว โชว์ทำอาหารหลากหลายเมนู ที่ได้ใช้ "ข้าว" เป็นวัตถุดิบ เรียกบรรยากาศที่บ้านพักย่านซอยโยธินพัฒนา ให้เต็มไปด้วยความคึกคัก
ทั้งนี้ถือเป็นการจัดอีเวนต์เพื่อต้องการยืนยันว่าเธอไม่ได้ "สร้างภาพ"อาศัยสถานการณ์จากที่พี่น้องชาวนากำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เพื่อ"ถล่ม" รัฐบาล ก่อนที่วันต่อมา ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อต่อสู้คดีที่ตนเองตกเป็นจำเลยโดยมาร่วมฟังการไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 6 โดยมีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
พร้อมกันนี้เจ้าตัวยังให้สัมภาษณ์ว่าจะขอใช้ทุกสิทธิทุกขั้นตอนที่มีอยู่เพื่อต่อสู้ให้ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะการใช้สิทธิยื่นขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาทของความเสียหายทั้งหมด
นั่นหมายความว่าการจัดอีเวนต์"ขายข้าวช่วยชาวนา" โดยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ นอกจากจะไม่ยอมรามือ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการ "ตีกิน" ในช่วงที่รัฐบาลของ"บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังก้มหน้าก้มตาแก้วิกฤติอย่างหนัก
แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ และทีม เสธ.ข้างกาย ย่อมประเมินทิศทางทางการเมืองได้แจ่มชัด ว่า "เป้าหมาย"ที่แท้จริงของพรรคเพื่อไทยที่จัดอีเวนต์ใหญ่ ส่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ออกมาเขย่าครั้งนี้คืออะไร ดังนั้นการเล่นในเกมที่คนอื่นเป็นฝ่ายกำหนด จึงไม่ใช่เรื่องที่หลงทาง หลงกลเดินเข้าไปติดกับดัก !
ในทางกลับกัน น่าสนใจว่านอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามดำรงตนเองตามที่ได้เคยส่งสัญญาณออกมาแล้วก่อนหน้านี้ "อย่าลากผม ลงไปตีกับชาวนา" ปรากฏว่ารัฐบาลยังเลือกเดินหน้าเปิดแผนการเล่นใหม่ควบคู่ไปกับการหาทางเร่งแก้ปัญหาราคาข้าวที่ร่วงรูด นั่นคือการที่พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะรัฐมนตรี เดินสายลงพื้นที่ ไปเยี่ยมเยียนประชาชน เช่นเดียวกับ "ขันนอตข้าราชการ" ด้วยการตรวจงานกระทรวง โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีเสียงเชียร์ว่า เหตุใดรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ฉวยจังหวะในยามนี้ที่ประชาชนต่างน้อมดวงใจระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านโครงการพระราชดำริ กว่า 4 พันโครงการ ตลอดจนแนวทางพระราชดำริแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ในยามที่โลกกำลังผันผวนและเจอพิษเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า การสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้ายึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในจังหวะที่ผู้คนต่างหันมาสนใจ ค้นคว้าหาข้อมูลจากสิ่งที่พระองค์ทรงทำเอาไว้ เพื่อตอบโจทย์ของการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน มีแต่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาในบ้านเมืองที่ยั่งยืน อีกทั้งจะไม่มีการสูญเปล่าแนวคิด แนวทางต่างๆ จะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เขียนเอาไว้แต่ไม่มีการนำออกมาปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์
เวลานี้ แท้จริงแล้ว ฝ่ายการเมืองต่างรู้ดีว่า การแสดงความเห็นใดๆ ทางการเมืองหรือการขยับอย่างใดอย่างหนึ่ง ล้วนแล้วไม่เป็นผลดีต่อตนเองทั้งสิ้น แต่สำหรับฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์แล้วนี่อาจเป็น "โอกาสทอง" ในการขับเคลื่อนงานด้านการบริหารให้โดดเด่น ทาบทับทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองได้