ทวี สุรฤทธิกุล
รัฐศาสตร์แต่ไหนแต่ไรคือวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการเมืองการปกครองที่ดี ผู้ปกครอง ประชาชน และบ้านเมืองที่ดี
มีคำถามว่ารัฐศาสตร์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าตามตำราฝรั่งก็จะบอกว่าตั้งแต่สมัยกรีก เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ในยุคที่มีนักปราชญ์อย่างโสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล เหล่านี้ แต่ถ้าถามคนเอเชียก็จะบอกว่ามีมากว่า 2,000 ปีเช่นกัน คือฝั่งอินเดียก็จะอ้างอิงว่ามีอยู่ในวรรณกรรมเรื่องมหาภารตะยุทธและรามเกียรติ์ ส่วนฝั่งจีนก็มีเจ้าลัทธิเที่ยวออกอบรมสั่งสอนผู้คน คือ ขงจื๊อ เล่าจื๊อ ฮั่นเฟจื๊อ และเม่งจื๊อ เป็นต้น
แต่บางตำราก็บอกว่ามีมาตั้งแต่ยุคที่มนุษย์อยู่ถ้ำ หรือน่าจะประมาณกว่า 10,000 ปีนั่นแล้ว เพราะมนุษย์เกิดเป็นสังคมตั้งแต่มนุษย์เริ่มอยู่อาศัยกันเป็นครอบครัว โดยมนุษย์ยังสร้างบ้านไม่เป็น พอได้เสียเป็นผัวเมียกันแล้วคลอดลูกก็พากันเข้าไปหลบอยู่ในถ้ำ สามีก็ทำหน้าที่ปกป้องภรรยาและลูกจากสัตว์ร้าย รวมถึงออกไปล่าสัตว์และหาอาหาร ภรรยาก็ทำหน้าที่เลี้ยงลูกและประกอบอาหารเลี้ยงครอบครัว แน่นอนว่าก็จะต้องมีครอบครัวของสามีภรรยาและลูกอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่ในถ้ำเดียวกันนั้นด้วย การพึ่งพาอาศัยและช่วยเหลือกันก็เกิดขึ้น รวมทั้งการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น ผลัดเปลี่ยนเวรยามป้องกันสัตว์ร้าย ช่วยกันล่าสัตว์ หรือแบ่งปันอาหาร เป็นต้น
การแบ่งหน้าที่หรือช่วยเหลือกันจึงเป็น “ระบบการเมือง” ในระดับเริ่มแรก โดยที่การแบ่งหน้าที่หรือช่วยเหลือกันนี้จะเป็นไปตาม “ปัจจัยที่อยู่ในตัวบุคคล” ต่าง ๆ อันอาจจะได้แก่ เพศสภาพ อายุ ความแข็งแรง และ “จิตอาสา” (คือสภาพจิตใจที่อยากทำงานหรือช่วยเหลือกันดังกล่าว) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ก็คือ “อำนาจ” หรือพลังพื้นฐานที่เชื่อมโยงให้มนุษย์เข้ามามีกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และเมื่อแต่ละคนเข้ามาใช้อำนาจร่วมกัน ก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในอำนาจต่าง ๆ นั้นอย่างหลากหลาย ไม่เพียงแต่ความร่วมมือกัน ที่ก่อให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า “การพัฒนา” หรือขัดแย้งกัน ที่เรียกว่า “การทำลายล้าง” ตั้งแต่การทะเลาะเบาะแว้ง จนถึงเกิดสงคราม ซึ่งนักรัฐศาสตร์ในปัจจุบันให้ความหมายของความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างบุคคลและสังคมทั้งหลายนี้ว่า “การเมือง” และเราก็เรียกวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการเมืองนี้ว่า “รัฐศาสตร์”
คนที่เติบโตมายุคสมัยเดียวกันกับผู้เขียน คือมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คงได้เคยเรียนในชั้นประถมศึกษาในวิชาที่ชื่อว่า “หน้าที่พลเมือง” ซึ่งนั่นก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นวิชารัฐศาสตร์ได้ส่วนหนึ่ง เพราะสอนในเรื่องการทำหน้าที่ของประชาชน รวมถึงสอนให้รู้กฎหมาย องค์กรราชการ และกระบวนการทางการเมืองต่าง ๆ เช่น การเลือกตั้งและระบบรัฐสภา เป็นต้น (แต่ก็น่าเสียดายที่พวกเราในยุคนั้นไม่ได้ “ประทับใจ” ในการเมืองการปกครองของไทยอะไรเลย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะพวกเราถูกกดทับอยู่ได้ระบอบเผด็จการต่าง ๆ ในช่วงเวลานั้นมาตลอดนั่นเอง) แต่พอมาถึงคนรุ่นลูกของผู้เขียน ซึ่งก็ได้แก่คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ก็ได้มาเรียนในกลุ่มวิชาสังคมศึกษาต่าง ๆ ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนในฐานะอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ก็เคยแอบไปอ่านหนังสือเรียนของลูก ๆ ดู ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้าง “ความประทับใจ” อะไรในทางการเมืองการปกครองให้กับนักเรียนเลย มีแต่การ “โปรยความรู้” ให้รู้ไปทั่ว ๆ เกี่ยวกับระบบการเมืองและกระบวนการทางการเมือง แต่ไม่ได้แยกแยะ “ดี - ชั่ว” หรือแนวทางในการวิเคราะห์วิจารณ์ทางการเมืองอะไรด้วยเลย ในทำนอง “รู้แค่สอบให้ผ่าน” มากกว่าที่จะ “รู้เพื่อสร้างตัวและสร้างชาติ”
ครั้งที่ผู้เขียนไปร่วมประชุมทางวิชาการรัฐศาสตร์นานาชาติ ที่จัดโดยสมาคมรัฐศาสตร์อเมริกัน (American Political Science Association = APSA) เมื่อ 5 ปีก่อน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งในปีนั้นมีธีมหลักว่าด้วยเรื่อง Digital Politic และเรื่องย่อยที่เกี่ยวข้องกว่า 500 เรื่อง ใช้โรงแรมใหญ่ 2 แห่ง แต่ละห้องมีห้องประชุมทั้งเล็กและใหญ่หลายสิบห้อง ซึ่งผู้เขียนเลือกเข้าร่วมสัมมนาได้แค่บางเรื่องในเวลา 1 สัปดาห์นั้น ส่วนเรื่องที่เข้าร่วมไม่ได้ เขาก็มีลิงก์ให้ดาวน์โหลดอ่านได้ มีเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเข้าไปอ่านก็คือ สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนการเมืองการปกครองสหรัฐอเมริกา เพราะอยากจะนำมาใช้สอนนักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยของผู้เขียน (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่มีการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักอยู่ด้วย)
การนำเสนอเขาถ่ายทำเป็นคลิปการ์ตูนน่ารักมาก (เสียดายที่ไม่ได้ก๊อปลิงก์นั้นไว้ เพราะกลายเป็นคลิปสำหรับสอนการเมืองการปกครองสหรัฐอเมริกาสำหรับเด็กเล็ก จึงได้แค่ดูผ่าน ๆ ไป) โดยเริ่มเรื่องว่า “ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่าความรักชาติ” แล้วก็ตัวการ์ตูนที่ชื่อว่า “ลุงแซม” (คนแก่มีเครายาว แต่งตัวด้วยธงชาติอเมริกัน และสวมหมวกทรงสูงลายเดียวกัน) มาสอนประวัติศาสตร์อเมริกันตั้งแต่ยุคต่อสู้กับเจ้าอาณานิคม จนถึงยุคปล่อยยานสเปซชัตเติล ให้เห็นว่าผู้นำคือประธานาธิบดีแต่ละคนนั้นมีคุณงามความดีอย่างไร รวมทั้งประธานาธิบดีบางคนนั้น “ทำชั่ว” อะไรอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ไม่มีสอนหรือเรียนในประเทศไทย (โดยเฉพาะเรื่องผู้นำชั่ว ๆ)
เมื่อดูคลิปการสอนนั้นจบแล้ว ก็ทำให้ผู้เขียนนึกถึงภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง Kindergarten Cop นำแสดงโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (นักแสดงร่างกำยำ ฉายา “คนเหล็ก” ต่อมาลงเล่นการเมือง ได้ตำแหน่งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย) แสดงเป็นตำรวจที่ปลอมตัวเป็นครูสอนนักเรียนชั้นอนุบาลเพื่อตามจับผู้ร้ายที่น่าจะทำงานอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้น มีฉากหนึ่งที่โรงเรียนจัดงานรำลึกวันชาติสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม ครูอาร์โนลด์ก็ให้เด็กแต่งตัวเป็นวีรบุรุษและวีรสตรีรวมถึงประธานาธิบดีหลาย ๆ คน แต่ละคนออกมาพูดทีละประโยค ที่น่าทึ่งคือประโยคเหล่านั้นคือเนื้อหาในคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเด็กไม่เพียงแต่จะได้ท่องจำ แต่ครูอาร์โนลด์ได้สอนท่าทางประกอบให้เด็ก “ประทับใจ” ด้วย
ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ เคยได้ยินคำพูดที่เสียดแทงใจอย่างเจ็บปวดมากว่า บ้านเมืองเรา(ประเทศไทย)ที่ไปไม่ถึงไหน(ที่จริงใช้คำแรง ๆ ยิ่งกว่านี้) ก็เพราะพวกอาจารย์(รัฐศาสตร์)สอนมาไม่ดี ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์รัฐศาสตร์หลาย ๆ คนคงต้องเถียงเรื่องนี้อยู่อย่างแน่นอน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ หลาย ๆ วิชาก็สอนแต่ในเรื่องดี ๆกันทั้งนั้น แต่คนในหลาย ๆ อาชีพก็ยังมีคนชั่วอยู่มาก ไม่เฉพาะแต่ในทางการเมืองเท่านั้น จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสอนหรือคนที่สอนโดยตรง เพราะปัจจัยที่จะทำให้เกิดความชั่วนั้นมีมากมาย อย่างหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะพวกครูอาจารย์มัวแต่สอนแต่เรื่อง “ดี ๆ” นี่กระมัง
เอาหละ ผู้เขียนขอสอนเรื่อง “ชั่ว ๆ” บ้าง ถ้าทนอ่านได้ จะเขียนมาให้อ่านอีกสักสองสามตอน !